amazon

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

ผู้สูงอายุ อยู่อย่างไรไกลโรค




"ผู้สูงอายุ "ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ได้ให้คำนิยามว่า "ผู้สูงอายุ คือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป"
ประเทศไทยใช้เกณฑ์เดียวกับขององค์การสหประชาชาติ แต่มีบางประเทศอาจใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกัน เช่น สหรัฐอเมริกา ผู้สูงอายุคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จาก พ.ศ.2548 (ร้อยละ 10.4) พ.ศ.2549 (ร้อยละ 10.5) พ.ศ.2550 (ร้อยละ 10.7) ประชากรไทยทั้งประเทศ 65.69 ล้านคน จำนวนผู้สูงอายุ ร้อยละ 10.7 จาก 65.69 ล้านคน นั่นคือ ณ พ.ศ.2550 มีผู้สูงอายุ 7 ล้านคน

ทำไมต้องดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ
สาเหตุการเสียชีวิตของผู้สูงอายุไทย พบตามลำดับ 7 โรคดังนี้ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดอักเสบ โรคเบาหวาน โรคตับ และอัมพาต
บรรดาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดกับผู้สูงอายุ มักมาจากปัจจัยหลัก 4 ประการคือ ความเสื่อมของอวัยวะตามวัย พฤติกรรมและ/หรือวิถีชีวิตที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ร่างกาย และปัจจัยทางพันธุกรรม
พบว่าโรคหลายโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุสามารถป้องกันได้
โดยธรรมชาติแล้ว ผู้สูงอายุมีความเสื่อมของรักษามักไม่ดีเท่ากับวัยอื่น เกิดภาวะแทรกซ้อนง่าย เกิดภาวะทุพพลภาพได้สูง เสียค่าใช้จ่ายมาก เป็นภาระกับตัวผู้ป่วย ครอบครัว และเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง

ความเสื่อมของอวัยวะผู้สูงอายุ เช่น
- ผิวหนังบางลง ความยืดหยุ่นลดลง เกิดเป็นจ้ำได้ง่าย
- กระดูกพรุน เสี่ยงต่อกระดูกหักเมื่อได้รับบาดเจ็บ
- สายตายาว ต้อกระจก
- เซลล์ประสาทการได้ยินเสีย หูตึง
- น้ำตาลในเลือดเริ่มผิดปกติ เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
- หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดส่วนปลาย หัวใจ และสมอง
- ตับ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
- ไต การกำจัดของเสียออกจากร่างกายมีปัญหามากขึ้น
- เซลล์สมองและเนื้อสมองลดลง ความจำลดลง

ดังนั้นการรู้ธรรมชาติของร่างกายที่เสื่อมตามวัย ดูแลตนเองให้ดี ตรวจสุขภาพก่อนเกิดอาการ รีบรักษา จะทำให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดี มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีซึ่งเป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคน

ผู้สูงอายุกับการปฏิบัติตัว
การปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุ เกี่ยวข้องกับร่างกาย จิตใจ และปัจจัย 4 

อาหาร

อาหารการกินของผู้สูงอายุ จะต้องครอบคลุมอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน ผัก ผลไม้ เป็นต้น

ผู้สูงอายุจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด มันจัด และเค็มจัด (ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม) และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว (หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม)

มีแร่ธาตุหลายชนิดที่ผู้สูงอายุต้องการและมักขาด คือ แคลเซียม เหล็ก และสังกะสี
- อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เต้าหู้ ถั่วเหลือง สาหร่ายทะเล เมล็ดงา ปลาตัวเล็ก ปลาป่น ผักใบเขียว
- อาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ อาหารทะเล ปลา จมูกข้าวสาลี เมล็ดงา
- อาหารที่มีเหล็กมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ สาหร่ายทะเล เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา จมูกข้าวสาลี

การออกกำลังกาย

สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจปี พ.ศ.2550 พบว่าคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 11 ขวบขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 30 (16 ล้านคน) เท่านั้นที่ออกกำลังกาย ส่วนอีกกว่า 38 ล้านคนไม่ได้ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกายของคนเรา เสี่ยงต่อโรคหลายๆ โรคด้วยกัน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคเครียดและซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคข้อเข่าเสื่อมและกระดูกพรุน

ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสมของร่างกาย เช่น
- การทำกายบริหาร ช่วยให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อแข็งแรง ทรงตัวดีไม่หกล้มง่าย (รำมวยจีน ฝึกโยคะ)
- การออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 3-5 นาทีขึ้นไป (การวิ่งเหยาะ การเดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก หรือการเดินบนสายพาน)
- การฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อ ต้นขาของผู้สูงอายุที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ลดอาการปวด และลดความรุนแรงของโรค
- การเล่นกีฬาที่ชอบ ได้ความสนุกสนาน แต่ไม่หักโหมจนเกินไป
ออกกำลังกายอย่างไรได้ประโยชน์
- ถ้าไม่มีโรคประจำตัว การออกกำลังกายแบบแอโรบิกได้ประโยชน์มากที่สุด
- ค่อยๆ เริ่มยืดเส้นยืดสายก่อน เมื่อจะเลิกก็ค่อยๆ หยุด ให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว
- ระยะเวลาการออกกำลังกาย 30 นาทีต่อครั้ง และ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
- เป้าหมายเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจเท่ากับ ร้อยละ 50-80 ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ
- อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ = 220 ลบ อายุ (ปี) เช่น อายุ 70 ปี อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ก็คือ 220 - 70 = 150 ครั้ง/นาที ดังนั้นจะต้องออกกำลังกายให้ได้อัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 75-120 ครั้ง/นาที

ความอ้วน

รู้ได้อย่างไรว่าอ้วน 
มีวิธีสังเกตง่ายๆ ก็คือ วัดรอบเอว ผู้ชายมีรอบเอว เกิน 36 นิ้วหรือ 90 เซนติเมตร ผู้หญิงมีรอบเอวเกิน 32 นิ้วหรือ 80 เซนติเมตรถือว่าอ้วนแบบลงพุง

อีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือ การคำนวณดัชนีมวลกาย โดยใช้สูตร 

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง
 

โดยถ้าดัชนีมวลกาย ระหว่าง 23-24.9 กิโลกรัมต่อเมตร2 ถือว่าน้ำหนักตัวเกิน แต่ถ้าตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตรขึ้นไปถือว่าอ้วน

ตัวอย่าง
 นาย ก. น้ำหนักตัว 67 กิโลกรัม ส่วนสูง 160 เซนติเมตร
ดัชนีมวลกาย = 67 หารด้วย 1.6 ยกกำลังสอง
                      = 26.17 กิโลกรัมต่อเมตร2
                         ถือว่าอ้วน

ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกิน ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเครียด หงุดหงิด โมโหง่าย นอนกรน เป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ อีกหลายโรค เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด ข้อเข่าเสื่อม
นอกจากนี้ สัมพันธ์กับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจสุขภาพร่างกาย
การสังเกตอาการผิดปกติของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผู้สูงอายุและวัยอื่นๆ พึงปฏิบัติ เช่น แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนหรือการย่อยอาหาร เบื่ออาหารและมีน้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ท้องเสียเรื้อรัง หรือมีท้องผูกสลับท้องเสีย เหล่านี้เป็นต้น จำเป็นจะต้องไปพบแพทย์
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด แข็ง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง อ้วน ซึ่งพบได้บ่อย การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอจะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนปรากฏอาการ

มีโรคที่ไม่ว่าผู้สูงอายุหรือคนวัยทำงานเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วเกิดอาการตื่นตระหนก หมดกำลังใจ ทั้งตัวผู้ป่วยและญาติ นั่นคือโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า โรคมะเร็งผู้หญิงที่พบมากก็คือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งปอด 

สำหรับโรคมะเร็งผู้ชายที่พบมากก็คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ 
การตรวจสุขภาพตั้งแต่ก่อนที่จะปรากฏอาการของโรคมะเร็งมีความสำคัญ เพราะการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก มักให้ผลการรักษาที่ดี

การดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหรือปัญหาที่พบบ่อยกับผู้สูงอายุความจริงโรคหรือปัญหาที่พบบ่อยกับผู้สูงอายุหลายโรคสามารถป้องกันการเกิดได้ หรือหากเป็นโรคแล้ว ถ้ารู้วิธีดูแลตนเองที่ถูกต้อง จะสามารถลดความรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนลงได้ ตัวอย่างโรคหรือปัญหาที่ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ดังนี้

โรคข้อเสื่อม
- โรคข้อที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
- มีการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอ่อนผิวข้อ โดยถูกทำลายแบบค่อยเป็นค่อยไป
- จะมีอาการปวดที่ตำแหน่งข้อ มักเป็นหลังจากใช้ข้อมากกว่าปกติ
- มักบวมที่ข้อไม่มาก ข้ออุ่นกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อพักข้ออาการปวดจะลดลงหรือหายไป เมื่อใช้งานก็กลับมาปวดใหม่
- อาการจะเป็นๆ หายๆ ขึ้นกับการใช้งานข้อ
- ข้อฝืด เป็นหลังจากพักข้อ หรือหยุดการเคลื่อนไหวข้อเป็นเวลานาน เช่นหลังตื่นนอน อาการข้อฝืดมักไม่เกิน 15 นาที เมื่อขยับข้อสัก 2-3 ครั้งก็ดีขึ้น
การดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคข้อเสื่อม
- ลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน จะได้ผลดีกับข้อเข่า
- บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
- ใช้ข้ออย่างระมัดระวัง ทะนุถนอม เลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อเร็วๆ บิดข้อมากๆ ซ้ำๆ
- สำหรับข้อเข่า ให้หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ คุกเข่า เพื่อลดแรงกระทำกับข้อ

การหกล้ม

การหกล้มของผู้สูงอายุและวัยอื่น ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะของร่างกาย เช่น แผลถลอก กระดูกร้าว กระดูกแตก ข้อพลิก เป็นต้น

ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในเมือง มีความ ชุกของการหกล้มร้อยละ 19.8 ในระยะเวลา 6 เดือน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุหกล้ม ได้แก่ ปัญหาการได้ยินและการมองเห็น ความจำลดลง ภาวะขาดสารอาหาร โรคทางสมอง โรคข้อ และการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
จะป้องกันการหกล้มได้อย่างไร
- ส่งเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การฝึกเดินที่ถูกต้อง มีโภชนาการที่ดี หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็นหรือมากเกินไป ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ปรับพฤติกรรมส่วนตัว (เช่น ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองหาวัสดุรอบตัวที่สามารถยึดจับได้)
- ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้วัสดุกันลื่นในห้องน้ำ ทางเดินมีราวจับตลอด ไม่เดินไปบริเวณที่เสี่ยงต่อการหกล้ม ไม่วางของระเกะระกะ หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสุนัขในบ้าน มีแสงสว่างเพียงพอบริเวณทางเดิน เตียงนอน เก้าอี้ โถส้วม มีความสูงพอเหมาะ คือไม่เตี้ยหรือสูงเกินไป

ภาวะสมองเสื่อม
พบว่าหลังอายุ 60 ปีความชุกของภาวะสมองเสื่อมจะเพิ่มเป็น 2 เท่าทุก 5 ปี เป็นความผิดปกติในความสามารถของสมอง เช่น ความจำ ความคิด การตัดสินใจ การคำนวณ การรับรู้ทิศทาง การใช้ภาษา ที่แสดงออกมามากกว่าในวัยเดียวกัน หรือมากกว่าการหลงลืมตามวัย ซึ่งจะมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือการเข้าสังคม มีการเปลี่ยน แปลงของบุคลิกภาพและพฤติกรรมได้ โรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ รองลงมาก็คือโรคหลอดเลือดสมอง

การป้องกันภาวะสมองเสื่อม สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ป้องกันหรือรักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- พยายามทำกิจกรรมที่มีการกระตุ้นให้มีการใช้งานสมอง โดยผ่านทางประสาทสัมผัสต่างๆ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยใช้สมองทุกส่วน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีการคิด แก้ไขปัญหา วางแผน การตัดสินใจ เช่น เข้าชมรมผู้สูงอายุ เรียนหนังสือ เล่นดนตรี ร้องเพลง ท่องเที่ยว ทำงานหลังเกษียณ
- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ขาดการใช้ทักษะ เช่น นั่งเฉยๆ นอนทั้งวัน ดูโทรทัศน์อย่างเดียว ไม่ยอมเข้าสังคม
- ทำจิตใจให้สดใสร่าเริง พบว่าความเครียดและ อารมณ์ซึมเศร้าจะมีผลต่อสติ ความจำ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
- งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
สุขภาพดี ทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่การได้มาซึ่งสุขภาพดีนั้น ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

ต้อหินเฉียบพลัน



ต้อหิน เป็นโรคตาชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ตาบอดได้ 


โรคนี้ไม่เกี่ยวกับหินแต่อย่างใด แต่เรียกชื่อว่าต้อหิน ก็เนื่องจากโรคนี้มีภาวะความดันในลูกตาสูงกว่าปกติอันเกิดจากน้ำเลี้ยงภายในลูกตาระบายออกข้างนอกลูกตาไม่ได้ เกิดการคั่งอยู่ภายในลูกตาอย่างสะสม เหมือนการฉีดน้ำเข้าไปในลูกโป่ง จึงมีความดันภายในลูกตาสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใช้นิ้วคลำลูกตาจากภายนอก จะพบว่าลูกตามีความแข็งตัวมากกว่าปกติ จึงเปรียบว่าคล้ายหินนั่นเอง

♦ ชื่อภาษาไทย ต้อหินเฉียบพลัน
♦ ชื่อภาษาอังกฤษ Acute glaucoma
♦ สาเหตุเกิดจากโครงสร้างของลูกตาผิดแปลกไปจากคนปกติ คือมีช่องลูกตาหน้า (ช่องว่างระหว่างกระจกตากับแก้วตา) แคบและตื้น จึงมีมุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตา (มุมระหว่างกล้ามเนื้อม่านตากับกระจกตา) แคบกว่าปกติ เมื่อมีเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อม่านตาหดตัว (ทำให้เห็นรูม่านตาขยายตัว) เช่น อยู่ในที่มืด มีอารมณ์โกรธ ใช้ยาหยอดหรือยากินที่ทำให้รูม่านตาขยาย (เช่น อะโทรพีน, ไฮออสซีน) ก็จะทำให้มุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตาถูกปิดกั้น น้ำเลี้ยงลูกตาระบายออกไปไม่ได้ ก็เกิดคั่งอยู่ในลูกตา ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นเฉียบพลัน เกิดอาการของโรคต้อหินเฉียบพลัน (ปวดศีรษะและปวดตาข้างเดียว ตาพร่ามัว) ขึ้นทันทีทันใด

ต้อหินเฉียบพลันมักพบในผู้ที่มีสายตายาว (มองใกล้ไม่ชัด) เพราะมีกระบอกตาสั้น และช่องลูกตาหน้าแคบ และเกิดในผู้สูงอายุเป็นส่วนมาก เนื่องเพราะแก้วตาของผู้สูงอายุมีความหนาตัว ทำให้ช่องลูกตาที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งแคบมากขึ้นไปอีก จึงมีโอกาสเกิดต้อหิน มากขึ้น

ต้อหินชนิดนี้ สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมักมีประวัติว่ามีพ่อแม่พี่น้องของผู้ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย
                  
♦ อาการ
อยู่ๆ ผู้ป่วยมีอาการปวดลูกตา และศีรษะข้างหนึ่งอย่างฉับพลันรุนแรงต่อเนื่องนานเป็นวันๆ กินยาบรรเทาปวดก็ไม่ทุเลา มักจะปวดจนนอนไม่หลับ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอาการตาพร่ามัว มองเห็นแสงสีรุ้ง และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

บางรายอาจมีอาการปวดตา ตาแดง ตาพร่า เห็นแสงสีรุ้งเป็นพักๆ นำมาก่อนเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน อาการมักจะเป็นตอนหัวค่ำ หรือขณะอยู่ในที่มืด (กล้ามเนื้อม่านตาหดตัว รูม่านตาขยาย) หรือขณะมีอารมณ์หงุดหงิด โกรธ (เพราะจะมีเลือดไปคั่งที่กล้ามเนื้อม่านตา ทำให้มุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตา ยิ่งแคบมากยิ่งขึ้น) แต่ละครั้งอาจเป็นอยู่นาน 1-2 ชั่วโมง ก็ทุเลาไปได้เอง หรือนอนพักสักครู่ก็อาจทุเลาไปได้เอง

                                      

♦ การแยกโรค

อาการปวดศีรษะหรือปวดตาข้างเดียว อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น
- ไมเกรน ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะ (บริเวณขมับ) ข้างเดียวและร้าวเข้ากระบอกตา เป็นๆ หายๆ มาตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว แต่ละครั้งปวดนาน 4-72 ชั่วโมง มักมีเหตุกระตุ้นให้กำเริบ เช่น ถูกแสงจ้า ใช้สายตามาก ได้ยินเสียงดัง ได้กลิ่นฉุนๆ อดนอน อากาศร้อน หิวข้าว ร่างกายเหนื่อยล้า ขณะมีประจำเดือน เป็นต้น การตรวจดูตา จะไม่พบสิ่งผิดปกติ (ซึ่งแตกต่างจากต้อหินเฉียบพลัน ที่จะมีอาการตาแดง ม่านตาขยาย)

- ไซนัสอักเสบ
 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหน่วงรอบๆ กระบอกตา มีเสมหะไหลลงคอ ขากออกมาเห็นเป็นเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว มักจะมีอาการหลังเป็นหวัด

- ม่านตาอักเสบ
 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาข้างเดียว ตาพร่ามัว ตาแดง อาการคล้ายกับต้อหินเฉียบพลัน แต่จะตรวจพบรูม่านตาหดตัว

- โรคตาอื่นๆ 
เช่น ตาอักเสบ (เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตา) แผลกระจกตา (ปวดตารุนแรง ตาแดง อาจมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ตา เช่น ถูกใบไม้ ใบหญ้าบาด)

- เลือดออกในสมอง
 ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นต่อเนื่องเป็นวันๆ บางรายอาจมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหรือเป็นความดันโลหิตสูงมาก่อน

                                      

♦ การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจพบว่าตาข้างที่ปวด มีลักษณะผิดปกติ คือตาแดงเรื่อๆ รอบๆ บริเวณตาดำ กระจกตาบวมขุ่น (มองไม่ชัด) และรูม่านตาโตกว่าข้างที่ปกติ
เมื่อทำการตรวจวัดความดันลูกตา จะพบว่าสูงกว่าปกติ

♦ การดูแลตนเอง
เมื่อมีอาการปวดศีรษะและปวดตาข้างเดียว ให้ตรวจดูตาว่ามีลักษณะตาแดงหรือไม่
ถ้ามั่นใจว่าไม่มีอาการตาแดง และมีประวัติเคยเป็นไมเกรนมาก่อน ให้กินยาบรรเทาปวด (เช่น พาราเซตามอล) แล้วนอนหลับสักพัก ถ้าทุเลาได้ก็แสดงว่าน่าจะเป็นไมเกรน

ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว ถ้ามีลักษณะข้อใด ข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
- กินยาบรรเทาปวดแล้วไม่ทุเลา
- ปวดรุนแรง ปวดจนนอนไม่หลับ หรือรู้สึกปวดมากกว่าที่เคยเป็น
- ตาแดง
- มีอาการตาพร่ามัวอย่างต่อเนื่อง
- มีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว

♦ การรักษา

เมื่อตรวจพบว่าเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน แพทย์จะรีบให้การบำบัดทันที เช่น ให้ยากินและยาหยอดตาที่มีตัวยาในการลดความดันลูกตา แล้วนัดมาผ่าตัดเพื่อระบายน้ำเลี้ยงลูกตา
บางรายแพทย์อาจทำการผ่าตัดระบายน้ำเลี้ยงลูกตาด้วยแสงเลเซอร์ให้ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่มากในการทำ และผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องพักรักษาในโรงพยาบาล

♦ ภาวะแทรกซ้อน
ถ้าปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที ความดันลูกตาที่สูงขึ้นฉับพลัน จะทำลายจอประสาทตา จนทำให้ตาบอดอย่างถาวรได้

♦ การดำเนินโรค
ถ้าได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดระบายน้ำเลี้ยงลูกตา จะช่วยให้โรคหายขาดได้ สายตาเป็นปกติ
แต่ถ้าปล่อยไว้ จนจอประสาทตาถูกทำลายก็จะทำให้สายตาพิการอย่างถาวร

♦ การป้องกันผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็กความดันลูกตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ถ้าพบว่ามีความดันลูกตาสูง แพทย์จะได้ให้ยาควบคุมและเฝ้าติดตาม เพื่อไม่ให้กลายเป็นโรคต้อหินตามมา

♦ ความชุก
โรคนี้พบได้ประปราย พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบในวัยกลางคนขึ้นไป

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รังนก



เชื่อกันว่าชาวจีนนิยมกินรังนกกันมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปี ซึ่งแพทย์จีนจะเขียนใบสั่งยาโดยมีรังนกเป็นส่วนผสมด้วย เพราะเชื่อว่ารังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ บำรุงสุขภาพเด็กที่ไม่แข็งแรง
ปัจจุบันคนเอเชียส่วนหนึ่งใช้รังนกเป็นยาบำรุงปอดและเลือดฝาด ใช้บำรุงกำลังเด็ก ผู้ป่วยระยะพักฟื้น คนสูงอายุหรือสตรีหลังคลอดบุตร
วัฒนธรรมการกินรังนกของคนไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ น่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวจีน
ในประเทศไทย รังนกที่มีคุณภาพดีที่สุดอยู่ที่ภาคใต้ตามเกาะแก่งต่างๆ ตั้งแต่เขตชุมพรลงไปถึงจังหวัดสตูล ผู้ที่จะเก็บรังนกต้องได้รับสัมปทานจากกระทรวงการคลังก่อน และมีสิทธิ์เก็บรังนกจากเกาะนั้นๆ ได้ปีละ ๓ ครั้ง จากสรรพคุณที่เชื่อกันดังกล่าวแล้ว บวกกับความยากลำบากในการเก็บรังนก ทำให้รังนกมีราคาแพงอย่างที่เห็นกันอยู่

รังนกได้มาอย่างไร  
รังนก คือส่วนของนํ้าลายนกนางแอ่นที่ใช้ทำรังเพื่อวางไข่ แต่ละปีจะมีการเก็บรังนก ๓ ครั้ง ครั้งแรกจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หลังจากนั้นจะทิ้งช่วงประมาณ ๑ เดือนเพื่อให้นกทำรังเป็นครั้งที่ ๒ แล้วก็เก็บเหมือนครั้งแรก จากนั้นเว้นไปประมาณ ๓ เดือนเพื่อให้แม่นกวาง ไข่ก่อน แล้วรอให้ลูกนกฟักออกมาจนแข็งแรงบินออกไปหาอาหารได้จึงเก็บรังเป็นครั้งที่ ๓ หลัง จากนั้นก็รอถึงฤดูการเก็บรังนกในปีต่อไป
ผู้ได้รับสัมปทานจะต้องดูแลไม่ให้มีการรบกวนนก และดูแลสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อจำนวนนกนางแอ่น ซึ่งนั่นหมายถึงปริมาณรายได้ในปีต่อๆ ไป

รังนกมีส่วนประกอบอะไรบ้าง
จากการวิเคราะห์หาส่วนผสมของรังนกนางแอ่นโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พบว่าประกอบด้วย น้ำร้อยละ ๕.๑๑ โปรตีนร้อยละ ๖๐.๙ แคลเซียมร้อยละ ๐.๘๕ โพแทสเซียมร้อยละ ๐.๐๓
สำหรับรังนกสำเร็จรูป พร้อมบริโภคที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ประกอบด้วยรังนกร้อยละ ๑ น้ำตาลกรวดประมาณร้อยละ ๑๒ นั้น เมื่อสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำมาวิเคราะห์พบว่ามีส่วนประกอบดังตาราง
สารอาหาร
ยี่ห้อที่ ๑
(๗๐ มิลลิลิตร)
ยี่ห้อที่ ๒
(๗๕ มิลลิลิตร)
ไข่ไก่
(๑ ฟอง)
นม
(๒๕๐ มิลลิลิตร)
พลังงาน (กิโลแคลอรี)
๕๒
๕๒
๘๑
๑๕๕

ความชื้น (%)
๕๗
๖๒
๓๗
๘๘

โปรตีน (กรัม)
๐.๒๘
๐.๒๒
๖.๕
๘.๕

ไขมัน (กรัม)
๐.๐๑
๐.๐๒
๕.๘

คาร์โบไฮเดรต(กรัม)
๑๑.๘
๑๒.๖
๐.๔
๑๒.๒

เถ้า (กรัม)
๐.๑๘
๐.๑๙
  

วิตามิน
    

     บี ๑ (มิลลิกรัม)
๐.๐๐๑
๐.๐๐๑
๐.๐๕
๐.๑

     บี ๒ (มิลลิกรัม)
๐.๐๑๘
๐.๐๑๔
๐.๑๙
๐.๔

แร่ธาตุ
    

    แคลเซียม(มิลลิกรัม)
๑๗.๐
๒๓.๘
๓๐
๒๙๕

    ฟอสฟอรัส(มิลลิกรัม)
๒.๓
๑.๕
๑๑๑
๒๔๘

    เหล็ก(มิลลิกรัม)
๐.๐๖
๐.๐๕
๑.๖
๐.๒๕

 
ความคิดเห็นในแง่โภชนาการ
จากผลการวิเคราะห์สารอาหารของรังนกสำเร็จรูปทั้ง ๒ ยี่ห้อที่มีขายในท้องตลาด จะเห็นว่าพลังงานที่ได้จากรังนกสำเร็จรูปนี้ได้จากนํ้าตาลกรวดที่เติมลงไปและมีปริมาณน้อยกว่าไข่ไก่ ๑ ฟอง หรือประมาณ ๑ ใน ๓ ของนม ๑ กล่อง
ในแง่โปรตีนมีข้อมูลน่าสนใจดังนี้
  • ถ้าต้องการได้โปรตีนจากรังนกสำเร็จรูปเท่ากับไข่ไก่ ๑ ฟอง จะต้องกินรังนกมากถึง ๒๖ ขวด (เป็นเงิน ๓,๒๕๐ กว่าบาท)
  • ถ้าจะให้ได้โปรตีนจากรังนกสำเร็จรูปเท่ากับนม ๑ กล่อง จะต้องกินรังนกมากถึง ๓๔ ขวด (เป็นเงิน ๔,๒๕๐ กว่าบาท)
  • อีกนัยหนึ่ง ปริมาณโปรตีนในรังนกสำเร็จรูป ๑ ขวด (๗๐-๗๕ มิลลิลิตร) เท่ากับนมสดประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ หรือถั่วลิสง ๒ เมล็ด

   

เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าว ผู้บริโภคคงจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อให้ได้ชื่อว่า “ฉลาดซื้อ” หรือ “ฉลาดกิน” ขณะนี้ถ้าจะซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับตนเอง บุตรหลาน หรือซื้อเป็นของฝากผู้่วยหรือผู้สูงอายุคงจะต้องหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการบังคับให้ระบุคุณค่าทางโภชนาการ แต่ถ้ามีฉลากโภชนาการก็จะทำให้ง่ายต้อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง และยังสามารถเปรียบเทียบระหว่างผลิตภัณฑ์ที่คล้ายๆ กันได้

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อาการ "หมดประจำเดือน" เป็นอย่างไร



อาการ "หมดประจำเดือน" เป็นอย่างไรผู้หญิงวัยทองหรือเมื่อหมดระดู ซึ่งในสมัยก่อนเรียกว่า "เลือดจะไป ลมจะมา" นั้น นอกจากจะไม่มีรอบประจำเดือนแล้ว ยังมีอาการต่างๆ ตามมาด้วย ได้แก่
1.อาการทางผิวหนัง จะมีอาการร้อนวูบวาบตามตัว เหงื่อออกในเวลากลางคืน บริเวณหน้า คอ หน้าอก และหลัง ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น
2.อาการในช่องคลอด จะขาดน้ำหล่อเลี้ยงในช่องคลอด ทำให้มีอาการแห้ง คัน และแสบร้อนในช่องคลอด
3.อาการทางสมอง จะมีอาการนอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน กังวล หงุดหงิดง่าย เครียด หลงลืมง่าย ปวดศีรษะ
4.อาการอื่นๆ เช่น กระดูกพรุน ปัสสาวะบ่อย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

อาการเหล่านี้ในหญิงวัยทองแต่ละคน อาจแตกต่างกันไป บางคนอาจจะมีอาการในระดับมากจนถึงรุนแรง แต่บางคนอาจจะมีอาการเล็กๆ น้อยๆ หรือ ไม่มีอาการเลย ก็เป็นได้ ในอีกมิติหนึ่งบางคนจะมีอาการเหล่านี้ทั้งหมด หรือ มีหลายอาการประกอบกัน แต่บางคนก็อาจจะมีเพียงบางอาการเท่านั้น

โรคอารมณ์สองขั้ว



การเปลี่ยนแปลงของโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้ที่เป็นจะอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปจากปกติเป็นช่วงๆ โดยเป็นแบบซึมเศร้าตามด้วยช่วงเวลาที่เป็นปกติดี จากนั้นอีกเป็นปีอาจเกิดอาการแบบเมเนียขึ้นมา บางคนอาจเริ่มต้นด้วยอาการแบบเมเนียก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องตามด้วยอาการด้านตรงข้ามเสมอไป เช่น อาจมีอาการแบบซึมเศร้า - ปกติ - ซึมเศร้า - เมเนีย
เขามีอาการอย่างไร
ผู้ที่เป็นจะมีอาการแสดงออกมาทั้งในด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม โดยในแต่ละระยะจะมีอาการนานหลายสัปดาห์ จนอาจถึงหลายเดือนหากไม่ได้รับการรักษา
ในระยะซึมเศร้า ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จากเดิมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ติดละคร หรือดูข่าว ก็ไม่สนใจติดตามอะไรๆ ก็ไม่เพลินใจไปหมด คุณยายบางคน หลานๆ มาเยี่ยมจากต่างจังหวัดแทนที่จะดีใจกลับรู้สึกเฉยๆ บางคนจะมีอาการซึมเศร้า อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร้องไห้เป็นว่าเล่น บางคนจะหงุดหงิด ขวางหูขวางตาไป หมด ทนเสียงดังไม่ได้ ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย อาการเบื่อเป็นมาก แม้แต่อาหารการกินก็ไม่สนใจ บางคนน้ำหนักลดฮวบฮาบสัปดาห์ละ ๒-๓ กิโลกรัมก็มี เขาจะนั่งอยู่เฉยๆ ได้เป็นชั่วโมงๆ ความจำก็แย่ลง มักหลงๆ ลืมๆ เพราะใจลอย ตัดสินใจอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่มั่นใจไปเสียหมด เขาจะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบไปหมด คิดว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่มีใครสนใจตนเอง ถ้าตายไปคงจะดีจะพ้นทุกข์เสียที หากญาติหรือคนใกล้ชิดเห็นเขามีท่าทีบ่นไม่รู้จะอยู่ไปทำไม หรือพูดทำนองฝากฝัง สั่งเสีย อย่ามองข้ามหรือต่อว่าเขาว่าอย่าคิดมาก แต่ให้สนใจพยายามพูดคุยกับเขา รับฟังสิ่งที่เขาเล่าให้มากๆ ถ้ารู้สึกไม่เข้าใจหรือมองแล้วไม่ค่อยดี ขอแนะนำให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร็ว

ในทางตรงกันข้าม ในระยะเมเนีย เขาจะมีอาการเปลี่ยนไปอีกขั้วหนึ่งเลย เขาจะมั่นใจตัวเองมาก รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ความคิดไอเดียต่างๆ แล่นกระฉูด เวลาคิดอะไรจะมองข้ามไป ๒-๓ ช็อตจนคนตามไม่ทัน การพูดจาจะลื่นไหลพูดเก่ง คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี เรียกว่าเจอใครก็เข้าไปทักไปคุย เห็นใครก็อยากจะช่วย ช่วงนี้เขาจะหน้าใหญ่ใจโต ใช้จ่ายเกินตัว ถ้าเป็นคุณตาคุณยายก็บริจาคเงินเข้าวัดจนลูกหลานระอา ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทก็จัดงานเลี้ยง แจกโบนัส มีโครงการต่างๆมากมาย พลังของเขาจะมีเหลือเฟือ นอนดึกเพราะมีเรื่องให้ทำมากมาย ตี ๔ ก็ตื่นแล้ว ตื่นมาก็ทำโน่นทำนี่เลย ด้วยความที่เขาสนใจสิ่งต่างๆ มากมาย จึงทำให้เขาวอกแวกมาก ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ เขาทำงานเยอะ แต่ก็ไม่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ความยับยั้งชั่งใจตนเองมีน้อยมากเรียกว่าพอนึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามจะโกรธรุนแรง อาการในระยะนี้หากเป็นมากๆ จะพูดไม่หยุด เสียงดัง เอาแต่ใจตัวเอง โกรธรุนแรงถึงขั้นอาละวาด ถ้ามีคนขัดขวาง


อาการระยะซึมเศร้าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเป็นหลังมีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก เปลี่ยนงาน มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างจากปกติคือเขาจะเศร้าไม่เลิก งานการทำไม่ได้ ขาดงานบ่อยๆ มักเป็นนานเป็นเดือนๆ อาการระยะเมเนียมักเกิดขึ้นเร็ว และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน ๒-๓ สัปดาห์อาการจะเต็มที่อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าวจนญาติรับไม่ไหวต้องพามาโรงพยาบาล อาการในครั้งแรกๆจะเกิดหลังมีเรื่องกดดัน แต่หากเป็นหลายๆ ครั้งก็มักเป็นขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรมากระตุ้นเลย ข้อสังเกตประการหนึ่งคือคนที่อยู่ในระยะเมเนียจะไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติ มองว่าช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้ ในขณะที่หากเป็นระยะซึมเศร้า คนที่เป็นจะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม ในระยะซึมเศร้าหากคนใกล้ชิดสนใจมักสังเกตไม่ยากเพราะเขาจะซึมลงดูอมทุกข์ แต่อาการแบบเมเนียจะบอกยากโดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่อาการยังไม่มากเพราะดูเหมือนเขาจะเป็นแค่คนขยันอารมณ์ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังเกตจริงๆ ก็จะเห็นว่าลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตัวตนของเขา เขาจะดูเว่อร์กว่าปกติไปมาก
การวินิจฉัย
ไม่มีการตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ ข้อมูลหลักในการวินิจฉัยคือ การซักประวัติอาการ ความเป็นไปของโรค ความเจ็บป่วยทางจิตในญาติ การใช้ยาและสารต่างๆ หรือโรคประจำตัว เพราะยาบางขนานหรือโรคทางร่างกายบางโรคอาจมีอาการทางจิตเหมือนกับโรคอารมณ์สองขั้วได้ แพทย์จะนำข้อมูลได้จากผู้ที่เป็นและญาติ ร่วมไปกับการตรวจร่างกายและตรวจสภาพจิตมาประมวลกันเพื่อการวินิจฉัย
โรคนี้เป็นกันบ่อยไหม
พบว่าคนเรามีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ ๑ หญิงและชายพบได้พอๆ กัน มักพบมีอาการครั้งแรกระหว่างอายุ ๑๕-๒๔ ปี
แล้วโรคอารมณ์สองขั้วเกิดจากอะไรล่ะ
โรคอารมณ์สองขั้วไม่ได้เป็นจากเขามีจิตใจอ่อนแอ หรือคิดมากอย่างที่คนอื่นมักมองกัน แต่เป็นจากความผิดปกติทางสมอง พบว่าผู้ที่เป็นโรคนี้มีการทำงานของสมองและสารเคมีในสมองซึ่งทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทแปรปรวนไป ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วมักมีประวัติญาติป่วยเป็นโรคทางอารมณ์ ลูกของเขามีโอกาสเกิดโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ ๘ เท่า สิ่งที่ถ่ายทอดเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เมื่อผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นเหล่านี้พบเหตุกดดันทางจิตใจ เช่น ตกงาน ญาติเสียชีวิต หรือมีการเสพยาใช้สารต่างๆ ก็จะไปกระตุ้นให้แนวโน้มการเกิดโรคที่แฝงเร้นอยู่นี้สำแดงอาการออกมา
แนวทางการรักษา 
การรักษาด้วยยาเป็นการรักษาหลักในโรคนี้ แพทย์จ่ายยาร่วมกับการช่วยเหลือให้คำปรึกษาทางจิตใจ เพื่อช่วยผู้ที่เป็นในการปรับตัวกับสังคม และจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต
๑. การรักษาในระยะอาการกำเริบ
ระยะเมเนีย ยาที่นิยมใช้ ได้แก่
ลิเทียม (lithium) เป็นยาช่วยควบคุมอาการทางอารมณ์ การออกฤทธิ์ในการรักษาของลิเทียมต้องใช้เวลา ๑-๒ สัปดาห์ขึ้นไป ในระยะแรกจึงอาจต้องให้ยาขนานอื่นร่วมไปด้วย
วาลโพรเอต (valproate) และคาร์บามาซีพีน (carbamazepine) เป็นยากันชักแต่ในทางจิตเวชใช้เป็นยาทำให้อารมณ์คงที่เหมือนลิเทียม
ยารักษาโรคจิต ใช้เพื่อลดอาการพลุ่งพล่านหรือ อาการโรคจิตเช่นประสาทหลอน หลงผิดที่อาจเกิดในช่วงที่อาการมาก
ระยะซึมเศร้า
ยาแก้ซึมเศร้า ใช้เพื่อลดอาการซึมเศร้า ท้อแท้ ใช้เวลา ๑-๒ สัปดาห์จึงออกฤทธิ์ในการรักษา
แล้วจะต้องกินยาไปนานเท่าไร? 
โดยทั่วไปหากเป็นการป่วยครั้งแรกหลังจากที่แพทย์รักษาจนผู้ป่วยอาการกลับสู่ปกติแล้ว จะให้ยากินต่อไปอีกจนครบ ๖ เดือน แล้วค่อยๆ ลดยาลงจนหยุดไป โดยทั่วไปก็ใช้เวลาเกือบปี ที่พบบ่อยคือพออาการดีขึ้นหลังกินยาไปได้ ๑-๒ เดือนผู้ป่วยก็ไม่มาพบแพทย์ ไม่ยอมกินยาต่อ เพราะคิดว่าหายแล้ว หรือกลัวติดยา กลัวว่ายาจะสะสม ในความเป็นจริงแล้วยาทางจิตเวชที่จะมีติดก็คือยานอนหลับเท่านั้น (ซึ่งจิตแพทย์เองก็ไม่นิยมใช้) ยาอื่นไม่พบติดยาแน่ๆ ที่สำคัญคือหากหยุดยาเร็วจะมีโอกาสกลับมามีอาการกำเริบอีกสูงมากเพราะตัวโรคยังไม่ทุเลาลงเต็มที่ เหมือนกับเป็นโรคปอดบวม แต่กินยาแก้อักเสบแค่ ๒ วัน พอหยุดยาปอดก็แย่ลงอีกแน่ๆ

๒. การป้องกัน
ผู้ที่มีอาการกำเริบ ๒ ครั้งขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นแบบเมเนียหรือซึมเศร้า ควรกินยาป้องกันระยะยาว โดยทั่วไปแพทย์จะให้กินนานอย่างน้อย ๒ ปีขึ้นไป
อยู่อย่างเข้าใจโรคอารมณ์สองขั้ว
การกินยาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถควบคุมอาการได้ดี รวมทั้งสามารถป้องกันการกำเริบในครั้งต่อไป และควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษาตลอดจนผลข้างเคียงจากยา แพทย์อาจปรับยาเป็นช่วงๆ ตามแต่อาการของโรค ควรบอกแพทย์อย่างไม่ปิดบังถึงอารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่าเป็นช่วงที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงหรือไม่ การปฏิบัติตัวที่สำคัญในโรคนี้ได้แก่การรักษาความสม่ำเสมอในการดำเนินกิจวัตรพื้นฐานประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน พบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึก หรือดื่มแอลกอฮอล์

ในช่วงที่เริ่มมีอาการเมเนียให้เลี่ยงการตัดสินใจ ที่สำคัญๆ หาหลักควบคุมการใช้เงิน (เช่น ฝากเงินไว้กับภรรยา) หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์มากๆ  ให้คนใกล้ชิดและญาติคอยเตือนเมื่อเห็นว่าตนเองมีพฤติกรรมที่อาจไม่เหมาะสม ในช่วงซึมเศร้าหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่สำคัญๆ เช่น ลาออกจากงาน การออกกำลังกาย โดยในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าไม่มาก จะรู้สึกว่าจิตใจคลายความเศร้า และแจ่มใส ขึ้นได้ หากอาการมากอยู่ อย่ากดดันตัวเองให้ทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนเดิม ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยังต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ การกระตุ้นตนเองมากไป กลับยิ่งจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง การเข้าใจจากคนใกล้ชิดและญาติมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ที่เป็นมีกำลังใจในการรักษาให้ตนเองกลับสู่ปกติ ญาติยังมีส่วนสำคัญในการสังเกตว่าผู้ที่เป็นมีอาการกลับเป็นซ้ำหรือไม่ โดยในช่วงแรกที่อาการยังไม่มาก ผู้ที่เป็นจะไม่ทราบว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไป
โรคอารมณ์สองขั้วเกิดจากความผิดปกติทางสมอง ไม่ได้เกิดจากคิดมากหรือพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ดี โรครักษาได้ ยาใหม่ๆ มีมาก หากไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นหรือ เปล่าก็ไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาก่อนก็ได้ คนที่เป็นแล้วก็ควรติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ มีปัญหาอะไร ก็บอกแพทย์ เพื่อที่จะได้ปรับให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด ญาติมีส่วนสำคัญมาก พบว่าผู้ป่วยที่ญาติเข้าใจสนับสนุนให้กำลังใจ จะมีอาการโดยรวมแกว่งไกวน้อยกว่าครอบครัวที่ไม่เข้าใจหรือไม่สนใจผู้ป่วย