amazon

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ภัยเงียบ... มะเร็ง



สถิติโรคมะเร็งที่พบมากของผู้ชายไทยคือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งศีรษะและลำคอ ตามลำดับ
สำหรับมะเร็งที่พบมากของผู้หญิงไทยคือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามแนวโน้มปัจจุบันจะพบมะเร็งเต้านมมากขึ้นในสตรีไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันและอาหารการกินที่เลียนแบบตะวันตกมากขึ้น ทำให้โรคมะเร็งที่พบมากของผู้หญิงไทยเปลี่ยนแปลงไปตามแนวทางตะวันตกมากขึ้นเช่นกัน 

อาการของโรคมะเร็ง

แบ่งเป็นอาการทั่วไป และอาการจำเพาะของแต่ละโรคในอวัยวะต่างๆ
 อาการทั่วไป อ่อนเพลีย มีอาการร่วมกับการเบื่ออาหารและน้ำหนักลด (น้ำหนักลดไปประมาณร้อยละ 10 จากน้ำหนักเริ่มต้นภายในเวลา 6 เดือน ถือว่าผิดปกติ แต่ถ้าขึ้นๆ ลงๆ ไม่ถือว่าผิดปกติ) อาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะกับโรคมะเร็งอย่างเดียว อาจเป็นอาการเกี่ยวข้องกับโรคอื่นด้วย เช่น ไทรอยด์ ซึ่งต้องพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม

อาการจำเพาะของแต่ละอวัยวะ

มะเร็งผิวหนัง มีแผล ที่ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ (อาจใช้เวลาเป็นเดือน) ระยะเวลาการโตของก้อนเนื้อก็เป็นส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยของแพทย์ด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยในไทยเป็นมะเร็งผิวหนังไม่มากเมื่อเทียบกับชาวตะวันตก เพราะร่างกายของชาวตะวันตกไม่ค่อยมีเม็ดสี ไม่มีภูมิต้านทานต่อแสงแดด
อย่างไรก็ตามการที่มีแผลใดๆ เกิดขึ้นกับร่างกายอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเสมอไป บางครั้งแผลนั้นอาจจะเป็นแผลติดเชื้อ ซึ่งจะมีอาการ คือ มีไข้ ปวด บวม แดง ร้อน ต่างจากแผลที่เกิดจากมะเร็งที่จะโตขึ้นเรื่อยๆ และมักไม่มีอาการปวด บวม แดง ร้อน
บางครั้งมะเร็งผิวหนังอาจจะเริ่มต้นจากเป็นไฝ ฝ้า แต่มีลักษณะผิดปกติคือโตขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น มะเร็งเม็ดสี ซึ่งอาจจะมีลักษณะคล้ายปานดำ แต่ถ้าโตขึ้นเร็วผิดปกติก็น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งได้
มะเร็งหู คอ จมูก พบได้ค่อนข้างบ่อยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพราะมีปัจจัยจากการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แม้ปัจจัยหลักของโรคมะเร็งจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมซึ่งเป็นการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ แต่การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดมะเร็งได้

อาการมะเร็งหู คอ จมูก เกิดได้หลายอย่าง แต่ที่เด่นชัดคือ มีก้อนโตขึ้นในช่องปากหรือช่องจมูก ทำให้การกลืนผิดปกติ ทำให้มีน้ำหนักลดลง มีเลือดออกจากตัวก้อนมะเร็ง (จากการขากเสมหะหรือคายน้ำลาย) มีอาการเจ็บคอ บางครั้งเป็นก้อนในช่องจมูกทำให้หายใจลำบากก็มี
ทุกคนสามารถตรวจร่างกายตัวเองได้เพื่อตรวจว่ามีก้อนผิดปกติหรือไม่ เพื่อจะได้ไปพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยและนำไปสู่การรักษาได้ทันท่วงที

มะเร็งปอด พบได้บ่อย โดยมีสาเหตุสำคัญจากการสูบบุหรี่ ผู้ป่วยจะมีอาการไอผิดปกติ หายใจลำบาก บางคนไอเป็นเลือด อาการที่พบได้บ่อยมาก คือ น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ บางคนไม่มีอาการอื่นๆ เลยแต่น้ำหนักลดมากผิดปกติ เมื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์จึงพบก้อนมะเร็ง
มะเร็งปอดอาจจะถือว่าเป็นภัยเงียบที่แท้จริงของโรคมะเร็ง เพราะบางครั้งผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ เลย แต่เอกซเรย์จึงพบ บางครั้งแม้จะมีก้อนที่ปอดแต่ก็ไม่มีอาการแสดงที่ปอดเลย กลับไปปรากฏที่อื่น เช่น ที่กระดูก (ทำให้กดกระดูก) ที่สมอง (ทำให้มีอาการสมองบวม ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน)

มะเร็งตับ พบบ่อยในผู้ชาย อาการคือ ปวดท้อง เนื่องจากมีก้อนที่ตับ หรือมีน้ำในช่องท้อง ท้องโตขึ้น ตาเหลือง ตัวเหลือง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย โดยผู้ที่มีประวัติเป็นตับอักเสบมาก่อนจะมีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้มากขึ้น (บางคนมีอาการเหลืองตามมือ แขน (ยกเว้นที่ ตา) นั่นเกิดจากการกินอาหารที่มีสารบีตาแคโรทีน เช่น แครอต มากเกินไป ซึ่งไม่ได้เป็นอาการตาเหลือง ตัวเหลืองที่แท้จริงของโรคมะเร็ง) หากพบว่ามีอาการตาเหลืองเกิดขึ้น ควรจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีโอกาสเป็นโรคมะเร็งตับหรือไม่

มะเร็งของระบบทางเดินอาหาร มะเร็งสามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งของระบบทางเดินอาหาร โดยตำแหน่งที่พบได้มากคือที่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
* มะเร็งหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการกลืนลำบาก กลืนเจ็บ เพราะมีการอุดกั้นของก้อนมะเร็ง ทำให้น้ำหนักลด บางคนอาจจะมีอาเจียนเป็นเลือด
* มะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาการปวดจุกแน่นท้อง ถ้าก้อนมะเร็งใหญ่มีขนาดใหญ่มากอาจจะทำให้เกิดการอุดกั้นของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไปต่อที่ลำไส้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอาเจียนภายหลังกินอาหาร และมีน้ำหนักลดตามมา
* มะเร็งลำไส้ใหญ่ และลำไส้ตรง อาการถ่ายผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระลำเล็กลง บางคนอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการซีดไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อตรวจแล้วพบว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารเนื่องจากมีก้อนที่ลำไส้ใหญ่ เป็นสาเหตุทำให้ซีดลง ร่วมกับอาการทั่วไปคืออ่อนเพลีย น้ำหนักลด

มะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินปัสสาวะของคนเราประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่าง คือ ไต 2 ข้างซ้าย-ขวา ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก แนวโน้มมะเร็งที่พบบ่อยคือ มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ก็พบมะเร็งชนิดอื่นๆได้ประปรายเช่นเดียวกัน
* มะเร็งไต ปัสสาวะเป็นเลือด เพราะเกี่ยวข้องกับระบบปัสสาวะ
* มะเร็งท่อไต พบได้น้อยมาก
* มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะขัดผิดปกติ
* มะเร็งต่อมลูกหมาก เกิดเฉพาะในผู้ชาย ผู้ป่วยจะปัสสาวะขัด เพราะต่อมลูกหมากโต (บางครั้งต่อมลูกหมากอาจโตขึ้นตามธรรมชาติเนื่องด้วยอายุที่มากขึ้น ไม่ใช่มะเร็ง) ปัจจุบันมีการตรวจเลือดหาค่า PSA เพื่อหาเชื้อมะเร็งต่อมลูกหมาก เดิมจะพบมะเร็งต่อมลูกหมากเมื่อโรคกระจายแล้ว ซึ่งมักกระจายไปที่กระดูก แต่ปัจจุบันพบน้อยลง เพราะใช้วิธีการตรวจเลือดหาค่า PSA ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่อยู่ในระยะต้น

มะเร็งเต้านม โดยปกติมีการแนะนำให้ผู้หญิงตรวจเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ปัจจุบันพบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อยลงเรื่อยๆ จากเดิมผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมจะมีอายุตั้งแต่ 40-50 ปี หรือ 60 ปีขึ้นไป แต่ล่าสุดที่พบคืออายุ 22 ปี เนื่องจากแนวโน้มที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองจึงมีความสำคัญมาก
อาการที่ตรวจพบคือคลำพบก้อนที่เต้านม อาจมีผิวหนังบริเวณก้อนหรือบริเวณหน้าอกผิดปกติร่วมด้วยเป็นลักษณะคล้ายผิวส้ม ซึ่งมีลักษณะขรุขระ มีรอยบุ๋ม แสดงว่าโรคเริ่มลุกลามแล้ว หรืออาจมีเลือดหรือหนองออกจากหัวนม มีแผลแตกเป็นหนองที่เต้านม เหล่านี้เป็นอาการไม่ปกติ และสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็ง
การตรวจอีกวิธีหนึ่ง คือเอกซเรย์เต้านมที่เรียกว่า การตรวจแมมโมแกรม ซึ่งทำให้พบและรักษาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และมีโอกาสหายจากโรคได้มากขึ้น โดยแนะนำในสตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปให้ตรวจปีละ 1 ครั้ง

มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี

* มะเร็งปากมดลูก มะเร็งชนิดนี้ไม่สามารถตรวจด้วยตัวเองได้ ต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์เท่านั้น อาการที่พบคือ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ บางคนมีก้อนขนาดใหญ่มากก็จะปวดท้องน้อย หรือบางคนอาจมีอาการถ่ายผิดปกติ (ปัสสาวะหรืออุจจาระผิดปกติ) เนื่องจากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มากและอาจจะลุกลามไปที่กระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ทำให้มีเลือดออกจากกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ได้
* มะเร็งรังไข่ ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่อาจจะคลำพบก้อนที่ท้อง บางคนคิดว่าตัวเองอ้วน แต่ถ้าคลำที่ท้องแล้วรู้สึกว่าท้องใหญ่ขึ้นและแน่นมากถือว่าไม่ปกติ เพราะอาจจะเกิดจากมีก้อนและน้ำเกิดขึ้นในช่องท้อง
* มะเร็งมดลูก มีอาการเลือดออกผิดปกติ ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้ที่อยู่ในวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว
ส่วนใหญ่มะเร็งในระบบสืบพันธุ์สตรีจะมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ยกเว้นมะเร็งรังไข่ที่มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด คลำก้อนได้

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งมักทำในผู้ที่ยังไม่ได้เป็นมะเร็งแต่ตรวจเพื่อเช็กล่วงหน้า มีด้วยกันหลายแบบ ตามขั้นตอนดังนี้
1. การตรวจร่างกายทั่วไป เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี มีการฟังปอดว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ ตรวจลำคอเพื่อหามะเร็งที่ศีรษะและลำคอซึ่งจะมีก้อนผิดปกติจากในช่องปากและลำคอ คลำต่อมน้ำเหลือง ตรวจหาก้อนที่เต้านม ตรวจทางทวารหนัก เพื่อค้นหามะเร็งที่ลำไส้ตรง หรือที่ต่อมลูกหมาก สำหรับผู้หญิงจะมีการตรวจเพิ่มขึ้น คือการตรวจภายในร่วมกับการทำ แพ็ปสเมียร์ ซึ่งเป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่หลุดมาจากปากมดลูกมาอยู่ในช่องคลอด แพทย์จะป้ายเซลล์บริเวณนั้นไปตรวจหาความผิดปกติ
2. ตรวจเลือด เพื่อดูความเข้มข้นของเลือดทั่วๆ ไปว่าซีดผิดปกติหรือไม่ มีเลือดออกบริเวณไหนบ้าง หรือไขกระดูกไม่ยอมสร้างเม็ดเลือด  
3. ตรวจการทำงานของตับและไต ว่าทำงานเป็นปกติดีหรือไม่
4. การตรวจเลือดหาค่า PSA เป็นวิธีที่แพทย์คิดว่ามีความจำเพาะในการวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้สูง เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจเลือดหาค่าอื่นๆ ที่อาจจะไม่จำเพาะต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งโดยอาจจะเกิดทั้งผลบวกลวงหรือผลลบลวงได้สูง
5. การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีเลือดออกในทางเดินปัสสาวะหรือไม่
6. การตรวจคัดกรองอื่นๆ เช่น การเอกซเรย์ปอดปีละ 1 ครั้ง การเอกซเรย์เต้านมหรือแมมโมแกรม ที่แนะนำให้ทำในผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปปีละ 1 ครั้ง
7. การตรวจพิเศษเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น
* การส่องกล้องทางเดินอาหารและกระเพาะอาหาร (การส่องกล้องกระเพาะอาหารในประเทศไทยยังไม่ค่อยได้ทำมากนักเพราะยังเจอมะเร็งกระเพาะอาหารน้อย มักจะทำเฉพาะในคนที่มีอาการน่าสงสัย) การส่องกล้องตรวจทางทวารหนัก เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ตรงหรือลำไส้ใหญ่ ซึ่งแนะนำให้ทำในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งหากตรวจครั้งแรกแล้วปกติ จะตรวจอีกครั้งคือ 5 ปีหรือ 10 ปีหลังจากนั้น
* การกลืนแป้งและเอกซเรย์ตรวจระบบทางเดินอาหาร เพื่อตรวจว่ามีรอยโรคผิดปกติเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารหรือไม่ และถ้าพบว่ามีตำแหน่งที่น่าสงสัยอาจจะต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องเพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจวินิจฉัยต่อไป โดยทั่วไปอาจใช้วิธีส่องกล้อง หรือกลืนแป้ง อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ในคนที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งก็อาจต้องใช้ทั้ง 2 วิธี   

การตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัย

การตรวจเพิ่มเติมเป็นการตรวจหลังจากพบแพทย์แล้วพบก้อนเนื้อ ทั้งนี้เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจดังกล่าว ได้แก่
การตรวจทางรังสีวินิจฉัย หรือเอกซเรย์ ซึ่งมีการเอกซเรย์แบบธรรมดา เช่น เอกซเรย์ปอด หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography-CT scan) 
การตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือภาพรังสีคลื่นแม่เหล็ก ภาพที่เกิดขึ้นเกิดจากคลื่นแม่เหล็กพลังงานสูง
การตรวจแบบ เพทสแกน (PET Scan) วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง จึงมักจะทำเพทสแกนเมื่อรู้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว เพื่อดูว่ามีการกระจายของโรคไปที่ร่างกายส่วนอื่นหรือไม่ (เพราะเพทสแกนเป็นการตรวจดูทั้งร่างกาย)
การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา เป็นการตรวจเพื่อต้องการยืนยันให้ชัดเจนว่าเป็นมะเร็งแน่นอน เช่น หากมีก้อนที่คอก็ตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อที่คอไปตรวจ มีก้อนที่ต่อมลูกหมากก็ตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ต่อมลูกหมากไปตรวจ ซึ่งผู้ที่จะทำหน้าที่ตรงนี้คือแพทย์ทางพยาธิวิทยา 

การรักษาโรคมะเร็ง

ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งเป็นการรักษาร่วมกันระหว่างศัลยแพทย์ แพทย์ด้านเคมีบำบัด และแพทย์ฉายแสง
* การผ่าตัด 
สามารถใช้การผ่าตัดได้กับมะเร็งทุกชนิดแต่ต้องดูความเหมาะสม เช่น ระยะของโรคมากเกินกว่าจะผ่าตัดหรือไม่ อวัยวะบริเวณนั้นสามารถผ่าตัดได้หรือไม่
มะเร็งที่มักจะเลือกการผ่าตัดเป็นอันดับแรกคือ มะเร็งตับ มะเร็งระบบทางเดินอาหาร มะเร็งช่องปากระยะต้น มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น เป็นต้น
* การให้ยาเคมีบำบัด 
ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดตามหลังการผ่าตัดนั้น จะมีวัตถุประสงค์เพื่อลดโอกาสของการกระจายโรคไปที่อื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่
โรคมะเร็งบางชนิดที่มีการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดได้ดี ก็อาจจะได้รับยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว เช่น มะเร็งเม็ดเลือด
ในบางกรณีมีการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี เพื่อเพิ่มผลการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มะเร็งศีรษะและลำคอ
ปกติแล้วการให้ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นยาฉีดที่จะให้ทางหลอดเลือดดำ เช่นที่แขน อาจมีการให้ยาเคมีบำบัดทางอุปกรณ์พิเศษที่ต่อเข้าสู่เส้นเลือดดำใหญ่ได้โดยตรงเพื่อลดปัญหาในการหาเส้นเลือด เนื่องจากการให้ยาเคมีบำบัดมักจะต้องให้หลายครั้ง แต่ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งพยาบาลเฉพาะทางจะสามารถให้คำแนะนำในการดูแลด้วยตัวเองที่บ้านได้
ผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัดต้องพบแพทย์ตามนัด เพราะยาเคมีบำบัดมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง (อาการผมร่วงมีเฉพาะในยาบางชนิดและในคนไข้บางราย) กดการทำงานของไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดต่างๆ ต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือด จึงต้องพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดดูว่าเม็ดเลือดยังปกติอยู่หรือไม่ หรือถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้ อาเจียน ควรพบแพทย์ก่อนนัด 
* การฉายรังสี 
เป็นการรักษามะเร็งด้วยรังสี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการฉายรังสีจากภายนอก โดยอาจจะเป็นการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับวิธีอื่นเช่นการผ่าตัดหรือการให้ยาเคมีบำบัด
 มะเร็งที่ใช้การรักษาด้วยการฉายรังสีเป็นหลัก เช่น
- มะเร็งโพรงหลังจมูก ซึ่งใช้การผ่าตัดไม่ได้
- มะเร็งปากมดลูก บางครั้งก้อนใหญ่มากก็ใช้การผ่าตัดไม่ได้
- มะเร็งต่อมลูกหมาก เรียกว่าเป็นมะเร็งทางเลือก เพราะสามารถใช้การรักษาได้หลายวิธี ได้แก่การผ่าตัด (ปัจจุบันมีการผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ที่เรียกว่า Robotic Surgery) หรือการฉายรังสี
- มะเร็งอื่นๆ ในระยะลุกลาม ซึ่งหากก้อนใหญ่มากก็ไม่สามารถให้ผ่าตัดได้ การฉายแสงจะช่วยลดอาการที่เกิดจากโรคได้แม้ว่าจะไม่หายจากโรคก็ตาม

การป้องกันโรค

หลายคนเข้าใจว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งมีอาหารต้องห้ามที่กินไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถกินได้ทุกอย่าง ไม่มีอาหารอะไรห้ามเป็นพิเศษ แต่ต้องกินอย่างสมดุล ถ้ากินเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่กินผักผลไม้เลย ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่หากกินเฉพาะผักผลไม้ ไม่กินเนื้อสัตว์เลยก็ทำให้ขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน ทุกอย่างจึงต้องสมดุล
การรักษามะเร็งไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด ให้ยาเคมีบำบัด หรือการฉายแสงนั้น จะมีเนื้อเยื่อที่สูญเสียไปกับการรักษา หากไม่กินเนื้อสัตว์เลยก็ไม่มีโปรตีนที่จะมาทดแทนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียไป ทำให้ฟื้นตัวภายหลังการรักษาได้ช้าลง

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการฉายรังสี

 การฉายแสงส่วนใหญ่เป็นการฉายรังสีจากภายนอก หมายความว่า ไม่ได้มีการฝังอะไรเข้าไปในตัวคนไข้ หยุดฉายแสงเมื่อไหร่แสงก็หยุดเมื่อนั้น ไม่มีการกระจายรังสีไปให้คนอื่น เป็นการรักษาเฉพาะที่ เช่น ถ้าฉายช่องคอ ก็เป็นการรักษาและมีผลเฉพาะที่ช่องคอ ไม่ได้มีผลต่อกระดูก หรืออวัยวะบริเวณอื่นไปด้วย 
การฉายแสงไม่ได้ทำให้โรคกระจายไปบริเวณอื่นอย่างที่หลายคนเข้าใจ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีการกระจายของเชื้อมะเร็งไปที่อื่นอยู่แล้วก่อนจะได้รับการฉายแสง เมื่อมารับการฉายแสงซึ่งเป็นการรักษาเฉพาะที่ ก็คงไม่สามารถทำให้มะเร็งที่กระจายไปนอกพื้นที่ที่ฉายแสงนั้นแล้วนั้นหายไปหมดได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการฉายแสงมีผลเช่นเดียวกับการผ่าตัด คือ ทำที่บริเวณไหนก็มีผลเฉพาะบริเวณนั้น แต่ยาเคมีบำบัดซึ่งเป็นยาฉีด เป็นการรักษาทั้งตัวเนื่องจากมีการกระจายของยาไปตามกระแสโลหิต
การฉายแสงต้องเป็นการรักษาต่อเนื่อง ถ้าเป็นการรักษาเพื่อให้หายขาดจากโรค จะใช้เวลาประมาณ 5-7 สัปดาห์ แต่ละวันใช้เวลาในการฉายแสงไม่เกิน 15-20 นาที ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาล แต่จะต้องมาโรงพยาบาลทุกวัน (เว้นเสาร์-อาทิตย์)เพื่อรับการฉายแสง ติดต่อกันเป็นเวลา 7 สัปดาห์ แต่หากเป็นการรักษาเพื่อลดอาการก็ใช้วิธีร่นระยะเวลาลงอาจจะเหลือแค่ 2สัปดาห์ และลดปริมาณแสงลง

วิธีปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง

* เลี่ยงอาหารก่อมะเร็ง เช่น อาหารปิ้ง ย่าง เหล้า บุหรี่ ถั่ว (สารอะฟลาท็อกซินในถั่วเพิ่มโอกาสของการเป็นมะเร็งตับ) อาหารแห้ง เช่น ถั่วกระจก ขนมตุ๊บตั๊บ น้ำมัน ถั่วลิสง และในพริกแห้ง
* การออกกำลังกาย (ที่เหมาะสม)
* การตรวจสุขภาพประจำปี(เช่น ตรวจร่างกายทั่วไป เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหา PSA หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ตรวจภายใน ตรวจแพ็บสเมียร์หามะเร็งปากมดลูก ตรวจแมมโมแกรม ฯลฯ)
* อาหารเสริม ปัจจุบันอาหารเสริมมีด้วยกันมากมายหลายชนิด ซึ่งไม่สามารถระบุชัดเจนลงไปได้ว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่
 
* ตรวจเต้านมด้วยตนเอง
- ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไปควรตรวจเต้านมด้วยตนเอง ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการตรวจคือ หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 10 วันเพราะเป็นช่วงที่เต้านมจะไม่คัดตึง วิธีการตรวจอาจใช้ท่านอนหรือท่านั่งก็ได้ เพื่อคลำว่ามีก้อนผิดปกติหรือไม่
- ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจแมมโมแกรมปีละครั้ง แต่หากสามารถตรวจเต้านมด้วยตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอจะให้ผลดีมากกว่า เพราะการตรวจด้วยตนเองสามารถตรวจได้บ่อย แต่การตรวจด้วยแมมโมแกรมนั้นได้แค่ปีละครั้ง มะเร็งบางชนิดโตเร็ว (อาจก่อน 1 ปี) หากมีการตรวจด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอแล้วก็จะพบก้อนเนื้อได้ก่อนและมีโอกาสรักษาเพื่อให้หายได้ก่อน

* การตรวจหามะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปแนะนำให้ตรวจแพบสเมียร์ปีละ 1 ครั้ง หรือภายใน 3 ปีหลังการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
- ปัจจุบันพบว่าสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัส HPV ชนิด 16 และ 18 มีการพัฒนาการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก โดยการฉีดต้านเชื้อ HPV 16, 18
- ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 26-45 ปี จะได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มที่สองห่างจากครั้งแรก 2 เดือน และเข็มที่สามห่างจากครั้งที่สอง 6 เดือน จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่าวัคซีนตัวนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ยาวนานถึงประมาณอย่างน้อย 5 ปี 


มะเร็งปากมดลูก



มะเร็งปากมดลูกถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะมีสาเหตุเบื้องต้นจากเพศสัมพันธ์
ปากมดลูกคือบริเวณอวัยวะที่อยู่ถัดจากช่องคลอดเข้าไปด้านใน ก่อนที่จะเข้าสู่โพรงมดลูก
บริเวณปากมดลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก
       
เนื้องอก  เนื้อร้าย (มะเร็ง)เนื้อเยื่อปกติของคนเราจะเติบโตโดยมีการควบคุม ของร่างกาย (ไม่ให้โตเกินไป)
เนื้องอกคือเนื้อเยื่อที่ต่างจากเนื้อปกติ เติบโตนอก เหนือการควบคุมของร่างกาย มี ๓ ชนิดคือ เนื้องอกชนิดธรรมดา เนื้องอกชนิดร้ายหรือมะเร็ง และเนื้องอกชนิดกึ่งดีกึ่งร้าย
มะเร็งมีสิทธิ์ที่จะเกิดในเนื้อเยื่ออวัยวะใดของร่าง-กายก็ได้ ถ้าเกิดที่ปากมดลูกก็เรียกว่ามะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเป็นเนื้อร้ายที่มีความสามารถในการแพร่กระจายและลุกลามได้
จะเห็นว่าเนื้อเยื่อปกติหรือเนื้องอกธรรมดา ไม่มีความสามารถในการลุกลาม แพร่กระจายไม่ได้ ซึ่งต่างจากมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายและลุกลามได้ เช่น   เป็นมะเร็งที่ปากมดลูก ก็ลุกลามไปที่ปอด ตับ ที่อื่นๆ    อีก
       
มะเร็งปากมดลูก เกิดจากอะไร
ปัจจุบันพบแล้วว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากไวรัสเอชพีวี (HPV - Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด
ไวรัสเอชพีวีติดต่อจากการสัมผัส ส่วนใหญ่เป็น การสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุ และเชื้อไวรัสจะเข้าไปที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกปกติมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ จากปากมดลูกปกติกลายเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก ในที่สุดก็จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก ถ้าเผื่อทิ้งไว้ไม่ได้ตรวจเจอเสียก่อน ใช้เวลาเฉลี่ยโดยประมาณ ๕-๑๐ ปี

ระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก จะไม่มีอาการ ถึงแม้ว่า จะเป็นมะเร็งแล้วก็ตาม ถ้าเป็นมะเร็งระยะต้นๆ ก็ไม่มีอาการ เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญที่ผู้หญิงจะต้องรับการตรวจภายในประจำปี ทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ เพราะบางทีอาจจะมีความผิดปกติแล้ว แต่ไม่ทราบคือถ้าตรวจเจอระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกเสียก่อน ชื่อก็บอกว่าระยะก่อนมะเร็ง คือไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าทิ้งไว้จะเป็นมะเร็ง ถ้าตรวจพบระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกเสียก่อน สามารถรักษาหาย เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้กลายเป็นมะเร็งปากมดลูกทีหลัง
       
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก มีอะไรบ้าง
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกมีหลายอย่าง ได้แก่
๑. มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ช่วงวัยรุ่น)
๒. มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน
๓. สูบบุหรี่
๔. มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
๕. มีคู่เพศสัมพันธ์ หรือมีสามีซึ่งเคยมีภรรยาคนเก่าเป็นมะเร็งปากมดลูก
       
วัยใดบ้างมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก
จากสถิติพบว่าช่วงอายุที่สตรีเป็นมะเร็งปากมดลูก มากที่สุดคือ ช่วงอายุระหว่าง ๔๐-๕๐ ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่อายุน้อยกว่า ๔๐ หรือมากกว่า ๕๐ จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก

วัย ๔๐-๕๐ ปี เป็นวัยทำงานที่มีประสิทธิภาพที่ถ้าเจ็บป่วยก็จะมีผลกับครอบครัวด้วย สำหรับโรงพยาบาลรามาธิบดีพบผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกอายุน้อยที่สุดคือ ๑๖ ปี ขณะที่อายุมาก กว่า ๖๐-๗๐ ปีก็พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเช่นกัน
       
อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง
ปากมดลูกเป็นอวัยวะที่ติดต่อกับภายนอก โดยผ่านทางช่องคลอด และเป็นอวัยวะที่แพทย์สามารถใส่เครื่องมือเข้าไปเห็นได้ อาการที่พบของมะเร็งปากมดลูกก็คือ มีตกขาว ผิดปกติ กลิ่นเหม็น มีเลือดปน หรือมีเลือดออกผิดปกติ หรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ ถ้าปากมดลูกเป็นมากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้าง หรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานก็จะปวดได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาทอาจจะปวดหลังได้

ถ้าเป็นมากกว่านั้น เช่น มะเร็งปากมดลูกลุกลามและแพร่กระจายตามกระแสเลือดไปที่ปอด ก็จะมีอาการแสดงของอวัยวะที่ลุกลามไป เช่น ไอมีเลือดปน
ถ้ามะเร็งลุกลามไปที่กระดูกก็จะปวดกระดูกบริเวณที่เป็น การลุกลามไปที่อวัยวะอื่นของมะเร็งคือความประพฤติอย่างหนึ่งของมะเร็ง (ลุกลามและแพร่กระจาย) จากจุดกำเนิดของมะเร็ง (ปากมดลูก) ไปที่อวัยวะอื่นอีกจุดหนึ่งหรือหลายจุด
       
ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเป็น "ระยะก่อนมะเร็งปากมดลูก"
หลังจากได้รับไวรัสเอชพีวีแล้ว ปากมดลูกไม่ได้เปลี่ยนเป็นมะเร็งทันทีทันใด
ขั้นแรกกลายเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกก่อน คือประมาณ ๕-๑๐ ปีถึงจะกลายเป็นมะเร็ง ผู้หญิงที่เป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตได้
เพราะฉะนั้นวิธีที่จะรู้ว่าเป็นระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกก็คือการตรวจคัดกรองปากมดลูกประจำปี ทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ และหากพบความผิดปกติ แพทย์ก็จะทราบและรักษาได้ทันที

ถ้าผ่านขั้นตอนระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกและกลายเป็นมะเร็งไปแล้ว แต่ยังไม่แสดงอาการเพราะเป็นน้อยๆ แต่มารับการตรวจภายใน แพทย์ก็เจอมะเร็งได้
สำหรับคนที่ไม่ได้ตรวจคัดกรองและรอให้มีอาการ จึงจะมาพบแพทย์ ก็อาจมีอาการที่ปรากฏ เช่น ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรืออาการเลือดออกที่จะพบก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะอยู่เฉยๆ เลือดอาจจะไม่ออก แต่มีการกระทบกระเทือนจากเพศสัมพันธ์ก็จะมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ได้

บางคนมีอาการมากกว่านั้นก็คือ อยู่เฉยๆ ก็มีเลือดออก อาการเหล่านี้คืออาการที่แสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ ผู้หญิงก็จะมาพบแพทย์ แพทย์ตรวจพบความผิดปกติ พบก้อนหรือรอยโรคที่ปากมดลูก  หลังจากนั้นจะต้องตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ มาตรวจ ถ้าผลตรวจชิ้นเนื้อยืนยันก็จะวินิจฉัยได้แน่นอนว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก
       
วัยใดต้องเริ่มไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
โรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากไวรัสเอชพีวีที่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นวัยใดก็ตามที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะต้องตรวจคัดกรอง เช่น วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์    ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี ก็จะต้องเริ่มตรวจภายในคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี

ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย แนะนำให้ตรวจภายในคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี เมื่ออายุ ๓๕ ปีไปแล้ว
การตรวจทั่วๆ ไปก็คือ จะต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจภายใน โดยใส่เครื่องมือเข้าไป และป้ายเซลล์จากปากมดลูกออกมาทำการตรวจคัดกรอง
ผู้หญิงส่วนหนึ่ง "อาย" ไม่ยอมไปตรวจคดกรองมะเร็งปากมดลูก

มีงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยแนะนำให้ผู้หญิงใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปในช่องคลอดด้วยตนเอง และ นอน ๑ คืน ทางทีมงานวิจัยมอบอุปกรณ์ ๒ อย่างคือ แผ่นแก้ว (สไลด์) และน้ำยาแช่ พร้อมกับแนะนำให้ผู้หญิงตื่นเช้ามาดึงผ้าอนามัยออก ป้ายบนแผ่นแก้วและนำแผ่นแก้วแช่น้ำยา ปิดขวดและนำส่งทีมงานเพื่อย้อมพิเศษและส่องกล้องจุลทรรศน์  พบว่าวิธีนี้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และขจัดปัญหาเรื่อง "ความอาย" ได้
       
ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร
การป้องกันมะเร็งปากมดลูก มี ๒ ระยะก่อนที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกคือ
๑. ป้องกันแบบปฐมภูมิ
นั่นคือการป้องกันไม่ให้ติดไวรัสเอชพีวี
ณ วันนี้มีวัคซีนไวรัสเอชพีวีสำหรับป้องกันมะเร็งปากมดลูก แต่ป้องกันได้ประมาณร้อยละ ๗๐ ของมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น
๒. ป้องกันแบบทุติยภูมิ

จะต้องตรวจให้เจอตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง โชคดีที่ธรรมชาติการเป็นมะเร็งปากมดลูกต้องผ่านระยะนี้ก่อน ซึ่งใช้เวลานาน (มะเร็งแต่ละชนิดมีระยะก่อนเป็นมะเร็งยาว-สั้นไม่เท่ากัน)  ระยะก่อนมะเร็งปากมดลูกคือ ๕-๑๐ ปี เป็นช่วงเวลาทองสำหรับการตรวจคัดกรองได้อย่างดี การตรวจพบระยะก่อนมะเร็งซึ่งเป็นโรคเฉพาะที่ง่ายต่อการรักษา คือรักษาโดยทำลายเฉพาะที่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดด้วย มีด ห่วงลวดไฟฟ้า หรือจี้ด้วยความ    เย็น (ทำลายเฉพาะที่) ทำให้หายไปและไม่กลายเป็นมะเร็งในอนาคต
       
รู้ว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วจะต้องทำอย่างไร
ทำใจยอมรับความจริง และปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว
ต้องเข้าใจว่าโรคมะเร็งปากมดลูกรักษาได้ โอกาส หายมี ถึงแม้จะเป็นระยะที่ค่อนข้างมากแล้วก็ตาม บางรายหายไปมากกว่า ๑๐ ปีก็ไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำอีก
ข้อดีของการรักษามะเร็งปากมดลูกคือ
๑. คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดอาการที่เป็น
๒. มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เมื่อเทียบกับการไม่รักษา 
ถ้าเป็นมะเร็งแล้วไม่รักษา โดยธรรมชาติของมะเร็ง จะลุกลามและแพร่กระจาย ในกรณีที่รักษาไม่หายขาด ก็จะยืดระยะรอดชีพให้ยาวนานออกไปอีก เช่น จาก ๒ ปี กลายเป็น ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี การได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เป็นข่าวร้าย และการรับรู้ของคนทั่วไปกับมะเร็งว่าเป็นโรคร้าย เป็นแล้วต้องตายแน่ๆ  แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือ มะเร็งบางชนิดรักษาหาย และป้องกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปากมดลูก
       
มะเร็งปากมดลูกรักษาอย่างไร
การรักษามะเร็งปากมดลูกมีหลายวิธี เริ่มตั้งแต่การ ผ่าตัด การฉายแสง ใช้ยาเคมีบำบัด หรือหลายวิธีร่วมกัน
แล้วอะไรคือวิธีที่ดีที่สุด
ตรงนี้ขึ้นกับระยะของโรคในแต่ละคน ว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ ๑ เป็นน้อยๆ วิธีรักษาที่ดีที่สุดก็คือการผ่าตัด แต่ถ้าเป็นระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ การผ่าตัดจะไม่ได้ผล และจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี แพทย์จะใช้การฉายแสงร่วมกับเคมีบำบัด แพทย์ผู้รักษาจะบอกได้ว่าแต่ละคนจะใช้วิธีใดดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน  และจะนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นก็ไม่ได้
       
การรอด การตาย ของมะเร็งปากมดลูก เป็นอย่างไร
จากภาพรวมของประเทศพบว่า โอกาสเสียชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นทันที ขึ้นกับระยะคือ ระยะน้อยๆ โอกาสหายมีมากกว่า แต่ถ้าเป็นระยะมากๆ คือ ระยะที่ ๔ โอกาสหายน้อย
ที่ผ่านมาภาพรวมของประทศไทยก็คือ พบระยะที่ ๑ น้อย แต่พบระยะที่ ๒ มาก ทำให้อัตราการรอดชีวิตไม่ดีเท่าไหร่

ถ้าภาพรวมเป็นระยะที่ ๑ มาก โอกาสรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกราย ใหม่ประมาณ ๖,๐๐๐ คนต่อปี เสียชีวิตเกือบร้อยละ    ๕๐ คือราวๆ เกือบ ๓,๐๐๐ คนต่อปี คิดกันง่ายๆ คือ คนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ ๗ คนต่อวัน ซึ่งถือเป็นมะเร็งนรีเวชที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตมากที่สุด
        
ผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้างผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่อาจเกิดได้ (ผ่าเพียง ๑ ครั้ง) ได้แก่ การตกเลือด การติดเชื้อ อันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียง
การฉายแสง (ระยะเวลา ๑-๒ เดือน) ผลข้างเคียง คือ ผิวแห้ง ปัสสาวะมีเลือดปน อ่อนเพลีย 
ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงคือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มือเท้าชา ซึ่งขึ้นกับยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้
       
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบในหญิงไทยมากอันดับ ๑ แต่ป้องกันได้ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง
การป้องกันสำคัญที่สุด รองลงมาก็คือการดูแลสุขภาพตนเอง เมื่อเป็นแล้วไม่ต้องตกใจ ให้ตระหนักว่า "มะเร็งปากมดลูก รักษาได้ โอกาสหายมี" และเป็นความจริงด้วย

ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์ช่วยให้คนทำงานได้เร็วและมากขึ้น เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงใช้พลังงานเพียงน้อยนิดแต่ได้ผลงานออกมามาก การเคลื่อนนิ้วไปมาระหว่างแป้นพิมพ์หรือการใช้เมาส์ การเคลื่อนของศีรษะ ไปมาขณะทำงานใช้พลังงานน้อยมาก แต่ในแง่ของระบบร่างกายนั้น มนุษย์ต้องมีการเคลื่อนไหวไม่ใช่อยู่นิ่งเหมือนขณะใช้คอมพิวเตอร์ ยิ่งถ้ามีความเครียดมาประกอบกับงานที่ทำแล้ว อาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องอยู่นิ่งเกือบตลอดทั้งวันจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

อาการปวดที่พบบ่อย
อาการที่พบบ่อยในคนทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ คืออาการปวดต้นคอ บ่า ศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ บางคนอาจมีปวดหลังร่วมด้วย สาเหตุที่เกิดขึ้นคือคนทำงานจะพยายามให้ศีรษะอยู่นิ่ง เพื่อช่วยในการมองเห็นจอ แป้นพิมพ์ และต้นฉบับ การทำเช่นนี้แม้จะไม่ใช่งานที่หนักของกล้ามเนื้อบริเวณคอและเอ็นของข้อกระดูกสันหลัง แต่เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบคงที่ มีผลทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อที่คอและบ่าลดลง ส่วนของเอ็นที่อยู่ด้านหลังของคอจะถูกยืดทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นน้อยลง ดังนั้นการก้มคออยู่เป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนน้อยมากย่อมทำให้เกิดอาการปวดของกล้ามเนื้อบ่า และด้านหลังคอ บางท่านอาจมีอาการปวดศีรษะ ยิ่งถ้าเครียดอาการเหล่านี้จะมากขึ้น
การป้องกันอาการปวดด้วยการจัดสภาพงานการป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก ด้วยการจัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม เช่น ความสูงของขอบจอด้านบนควรอยู่ในระดับสายตา การวางต้นฉบับอยู่ตรงหน้าไม่วางอยู่ด้านข้าง เพื่อลดการเอียงหรือก้มคอที่มากเกินไป การพักการทำงานทุก ๑ ชั่วโมง เหล่านี้เป็นการจัดการทางกายศาสตร์ หรือการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับตัวคนทำงาน เมื่อจัดสภาพงานให้เหมาะสมแล้ว การออกกำลังกายที่นำเสนอนี้จะมีส่วนส่งเสริมป้องกันไม่ให้มีอาการปวดที่ได้ อย่าลืมว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยแต่เพียงบางส่วน ถ้าคอของท่านยังก้มมากเกินไป เอียงคอตลอดการทำงานและไม่หยุดพักเมื่อปวด ไม่ว่าจะออกกำลังกายอย่างไร ท่านมีโอกาสปวดคอ บ่า ศอก นิ้ว ได้มากกว่าคนทำงานที่จัดสภาพงานที่เหมาะสมกับตัวเอง
การพักและการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
ควรพักเมื่อเริ่มรู้สึกปวดหรือเมื่อยบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย หรือถ้าไม่มีอาการปวดเลยควรพักทุก ๑ ชั่วโมง ขณะพักควรทำการออกกำลัง ในท่าที่นำเสนอมานี้ ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกท่าในแต่ละช่วงการพัก เพียงแต่ทำให้ครบทุกท่าใน ๑ วัน บางท่านที่มีอาการปวดเมื่อย คอ บ่า ให้เน้นทำในท่าที่ ๑-๓ ข้อมือและศอก ใช้ท่าที่ ๔ นิ้วมือให้ใช้ท่าที่ ๕-๗ เป็นต้น สำหรับท่านที่มีอาการปวดเมื่อยหลัง ลองเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการยืนแอ่นหลัง ๕ วินาที ๒-๓ ครั้ง


คนทำงานคอมพิวเตอร์นั่งนาน มีกิจกรรมทางกายน้อยมีอัตราเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง เบาหวานและมะเร็งสูง ต้องพยายามเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้นในการทำงาน เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ จอดรถห่างที่ทำงานและเดินเร็วไปทำงาน การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง เดิน ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยปานกลาง ถึงหนักอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย ๒๐ นาที ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นสิ่งที่จำเป็นในคนทำงานคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าท่านอายุเกิน ๔๐ ปี ไม่เคยออกกำลังแบบแอโรบิกมาก่อน หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่าน
อย่าลืมว่าคนทำงานคอมพิวเตอร์ต้องปรับสภาพการทำงานให้เหมาะกับตัว ออกกำลังกาย เมื่อยหรือเครียดนักพักเสียหน่อย เท่านี้ท่านจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปราศจากอาการปวดเมื่อยจากงานคอมพิวเตอร์

ไมเกรน




ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเป็นๆ หายๆ บ่อย โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี เพียงแต่บางครั้งเมื่อมีอาการกำเริบจะรู้สึกทรมาน หรือน่ารำคาญอยู่ ๑-๓ วัน เมื่อหายปวดก็เป็นปกติดี มักจะมีสาเหตุจากโรคไมเกรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในคนอายุน้อยที่มีอาการปวดที่ขมับข้างเดียว โบราณจัดเป็นโรคลมชนิดหนึ่ง เรียกว่า "ลมตะกัง" โรคนี้แม้จะมีโอกาสเป็นๆ หายๆ เรื้อรังนับสิบๆ ปี แต่ก็ไม่มีอันตรายร้ายแรง ผู้ที่เป็นโรคนี้ หากรู้จักสังเกตว่าแต่ละครั้งที่ปวดมีสิ่งอะไรเป็นตัวกระตุ้น แล้วหาทางหลีกเลี่ยงได้ อาการก็จะห่างหายไปได้

ชื่อภาษาไทย  ไมเกรน, ลมตะกัง
ชื่อภาษาอังกฤษ  Migraine
สาเหตุ  ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของระบบประสาทและหลอดเลือดในสมองเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า ซีโรโทนิน หรือ serotonin (ซึ่งพบว่ามีปริมาณลดลงขณะที่มีอาการกำเริบ) และสารเคมีในสมองกลุ่มอื่นๆ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเส้นใยประสาทสมองเส้นที่ ๕ ที่ เลี้ยงบริเวณใบหน้าและศีรษะ รวมทั้งทำให้หลอดเลือดแดงทั้งในและนอกกะโหลกศีรษะมีการอักเสบ และมีการหดและขยายตัวผิดปกติ หลอดเลือดในกะโหลกจะมีการหดตัวทำให้เปลือกสมองมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ส่วนหลอดเลือดนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัว ทั้งหมดนี้นำไปสู่อาการแสดงต่างๆ ของโรคไมเกรน

โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ ๖๐-๗๐ ของผู้ที่เป็นไมเกรน มีประวัติว่าพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย 
เหตุกำเริบ ผู้ป่วยมักบอกได้ว่า แต่ละครั้งที่มีอาการปวดศีรษะจะมีสิ่งกระตุ้นหรือเหตุกำเริบชัดเจน ซึ่งแต่ละคนอาจมีเหตุกำเริบที่แตกต่างกันไป และมักจะมีได้หลายๆ อย่าง เหตุกำเริบที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่
  • มีแสงสว่างจ้าเข้าตา เช่น ออกกลางแดดจ้าๆ แสงจ้า แสงไฟกะพริบ แสงสีระยิบระยับในโรงมหรสพหรือสถานเริงรมย์ เป็นต้น
  • การใช้สายตาเพ่งดูอะไรนานๆ เช่น ดูภาพยนตร์ หนังสือ หรือกล้องจุลทรรศน์ เย็บปักถักร้อย เป็นต้น
  • การอยู่ในที่ที่มีเสียงดังจอแจ เช่น ตลาดนัด หรือเสียงอึกทึก (เช่น เสียงกลอง เสียงระฆัง)
  • การสูดดมกลิ่นฉุนๆ เช่น กลิ่นสี กลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี ดีดีที ควันบุหรี่ เป็นต้น
  • การดื่มกาแฟมากๆ ก็อาจกระตุ้นให้ปวดได้
  • ยานอนหลับ เหล้า เบียร์ เหล้าองุ่น ถั่วต่างๆ กล้วย นมเปรี้ยว เนยแข็ง ช็อกโกแลต ตับไก่ ไส้กรอก อาหารทะเล อาหารทอดน้ำมัน ผงชูรส น้ำตาลเทียม สารกันบูด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (เช่น ส้ม มะนาว) ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
  • การอยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เช่น อากาศร้อน หรือหนาวจัด ห้องที่อบอ้าว ห้องปรับอากาศเย็นจัด เป็นต้น
  • การอดนอน (นอนไม่พอ) หรือนอนมากเกินไป การนอนตื่นสาย (เช่น ในวันหยุดสุดสัปดาห์)
  • การอดข้าว กินข้าวผิดเวลา หรือกินอิ่มจัด เชื่อว่าเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งกระตุ้นให้ปวดศีรษะได้ บางครั้งพบว่า  ผู้ป่วยไมเกรนเมื่อเป็นโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) อาการปวดจะหายไป
  • การนั่งรถ นั่งเรือ หรือนั่งเครื่องบิน
  • อาการเจ็บปวดตามส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • การเป็นไข้ เช่น ตัวร้อนจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
  • การออกกำลังกายจนเหนื่อยเกินไป
  • ร่างกายเหนื่อยล้า
  • การถูกกระแทกแรงๆ ที่ศีรษะ (เช่น การใช้ศีรษะโหม่งฟุตบอลหรือตะกร้อ) ก็อาจทำให้ปวดศีรษะทันที
  • อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสำหรับผู้ป่วยหญิง มีผลต่อการเกิดอาการไมเกรนอย่างมาก เช่น บางรายมีอาการปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือมีประจำเดือน และมีไม่น้อยที่หายปวดไมเกรนขณะอุ้มท้อง ๙ เดือน (มีฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนสูง) บางรายกินยาเม็ดคุมกำเนิด (มีฮอร์โมนเอสโตรเจน) ทำให้ปวดบ่อยขึ้น พอหยุดกินยาก็ดีขึ้น
  • ความเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์ขุ่นมัว ตื่นเต้น ตกใจ
อาการ  ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะเป็นครั้งคราว มักจะเริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุน้อย (วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว) และจะเป็นๆหายๆ จนเลยวัย ๕๕ ปี หรือตลอดชีวิต
แต่ละครั้ง จะมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับ หรือรอบๆ เบ้าตาซีกใดซีกหนึ่ง อาจปวดสลับข้างในแต่ละคราว หรือปวดพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างก็ได้ ผู้ป่วยมักจะคลำได้หลอดเลือดที่บริเวณขมับมีลักษณะโป่งพองและเต้นตุบๆ บางคนอาจปวดแบบตื้อๆ ทั้งศีรษะ หรืออาจมีอาการเวียนศีรษะ กลัวแสง ปวดเสียวหนังศีรษะ บางรายก่อนปวดหรือขณะปวด อาจมีอาการตาพร่า ตาลาย ตาเห็นแสงวอบแวบ หรือมืดมัวไปครึ่งซีก แต่ละครั้งมักปวดนาน ๔-๗๒ ชั่วโมง แต่ถ้าได้กินยาบรรเทาปวด และนอนหลับสักครู่ ก็อาจทำให้อาการทุเลาได้เร็วขึ้น บางรายที่มีอาการปวดมากหรือปวดนาน ก่อนจะทุเลาอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่ออาเจียนแล้วอาการปวดจะทุเลาไปได้เอง ในรายที่เป็นไมเกรนชนิดรุนแรง ก็อาจมีอาการ หน้าชา ริมฝีปากชา มือชา วิงเวียน ตาเห็นภาพซ้อน หรือแขนขาอ่อนแรงซีกหนึ่ง แต่อาการแบบนี้พบได้น้อยมาก และมักเป็นเพียงชั่วคราวก็จะหายได้เอง

การแยกโรค
อาการปวดศีรษะ นอกจากไมเกรนแล้ว ยังอาจมีสาเหตุอื่นๆ เช่น
๑. ปวดศีรษะจากความเครียด จะมีอาการปวด ตื้อๆ มึนๆ ทั่วศีรษะ หรือบริเวณท้ายทอยนานเป็น ชั่วโมงๆ หรือเป็นวันๆ เมื่อนอนหลับพักผ่อนแล้วก็ดีขึ้น (แต่บางคนอาจเป็นติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็ได้) โดยไม่มีอาการตาพร่า หรือคลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยอาจมีอาการวิตกกังวล คิดมาก ซึมเศร้า นอนไม่หลับร่วมด้วย
๒. สายตาผิดปกติ จะมีอาการปวดเมื่อยล้ารอบๆ กระบอกตา เวลาเพ่งมองอะไรนานๆ อาจพบว่ามีภาวะสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงร่วมด้วย
๓. ไซนัสอักเสบ จะมีอาการปวดตื้อๆ ตรงหัวคิ้วรอบๆ กระบอกตา หรือใต้ตา (โหนกแก้ม) ร่วมกับ อาการเป็นหวัด คัดจมูก มีน้ำมูกหรือเสลดข้นเหลืองหรือเขียว เมื่อใช้นิ้วเคาะบริเวณที่ปวดตื้อๆ จะรู้สึกเจ็บมากขึ้น
๔. ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการผิดปกติ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเช็กร่างกาย แต่ส่วนน้อยที่เป็นความดันเลือดสูงรุนแรง ก็อาจมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับ หรือปวดตื้อๆ ทั่วศีรษะหรือท้ายทอย มักจะเป็นเวลาตื่นนอนใหม่ๆ พอตอนสายจะทุเลาไปเอง มักพบในคนอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้น
๕. เนื้องอกสมอง จะมีอาการปวดมึนๆตื้อๆ ทั่วศีรษะตอนเช้ามืด ก่อนใกล้ตื่นนอน พอตอนสายๆ จะทุเลา ซึ่งจะเป็นอยู่ทุกวัน นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน โดยจะมีอาการปวดแรงขึ้นและนานขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาจะมีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน หรือเดินเซ โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
๖. ต้อหินเฉียบพลัน จะมีอาการปวดตาข้างหนึ่งอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว ตรวจดูตาพบว่าตาแดง กระจกตาบวมขุ่น รูม่านตาโต มักพบในคนอายุมากกว่า ๔๐ ปี อาการปวดจะไม่ทุเลาจนกว่าจะได้รับการรักษา
ส่วนอาการแขนขาชา หรืออ่อนแรง ที่อาจพบได้ในผู้ป่วยไมเกรนชนิดรุนแรง ควรแยกออกจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งจะมีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตเรื้อรัง (ส่วนไมเกรนมักจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันก็หายได้เอง) ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบ มักพบในคนสูงอายุ หรือผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน หรือสูบบุหรี่จัด (ส่วนไมเกรนจะพบในคนอายุน้อย และไม่มีโรคประจำตัวอื่นๆ)
การวินิจฉัย  แพทย์มักจะวินิจฉัยจากอาการบอกเล่าของผู้ป่วย ได้แก่ อาการปวดตุบๆ ที่ขมับ และคลำได้เส้น (หลอดเลือด) ที่ขมับ เป็นๆ หายๆ เป็นครั้งคราว และมีเหตุกำเริบชัดเจน โดยที่ตรวจร่างกาย อย่างถี่ถ้วนแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นๆ ส่วนในรายที่เป็นปวดรุนแรง หรือปวดครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า ๔๐ ปี หรืออาการไม่ค่อยเข้ากับไมเกรน ก็อาจต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ตรวจความผิดปกติของตา (สายตา ความดันลูกตา) เป็นต้น
การดูแลตนเอง  สำหรับผู้ที่แพทย์เคยวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนมาก่อน หรือเคยมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับเป็นครั้งคราวนานไม่เกิน ๗๒ ชั่วโมงแล้วทุเลาได้เอง โดยสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี ควรดูแลตนเองดังนี้
๑. พยายามสังเกตว่า แต่ละครั้งที่ปวดมีเหตุกำเริบหรือสิ่งกระตุ้นอะไร (เช่น ถูกแสงจ้า แสงแดด อดข้าว อดนอน อากาศร้อน อาหารบางชนิด แอล-กอฮอล์ เป็นต้น) ก็ควรหลีกเลี่ยงจากเหตุกำเริบเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้อาการห่างหายไปได้
๒. ควรพกยาแก้ปวดพาราเซตามอล ไว้ประจำตัวและกินยาครั้งละ ๑-๒ เม็ดทันทีที่เริ่มรู้สึกอาการกำเริบ (เช่น รู้สึกตาพร่า ตาลาย ปวดมึนๆ ตื้อๆ) หลังกินยา ถ้านอนได้ ให้นอนหลับสักตื่น อาการก็มักจะทุเลาได้ ภายในเวลาไม่นาน ถ้านอนไม่ได้ควรนั่งพักในห้องที่มีแสงสว่างไม่มาก บรรยากาศเงียบๆ และอากาศถ่ายเทได้สะดวก หลับตาผ่อนหายใจเข้าออกยาวๆ นวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับที่ปวด
เคล็ดลับในการรักษาไมเกรน อยู่ที่การรีบกินยาแก้ปวดทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกมีอาการกำเริบ อย่าปล่อยให้มีอาการปวดนานครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดอาจได้ผลน้อยลง หรือไม่ก็อาจต้องกินยาแก้ไมเกรนชนิดที่แรงขึ้น
๓. ในรายที่เป็นๆ หายๆ บ่อย แพทย์อาจให้ยากินป้องกัน ผู้ป่วยก็ควรจะกินยาป้องกัน ทุกวันตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้อาการห่างหายไปได้ อย่าหยุดเองก่อนแพทย์บอก
ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
๑. กินยาแล้ว อาการไม่ทุเลาใน ๗๒ ชั่วโมง
๒. มีอาการปวดรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเป็น
๓. เป็นการปวดศีรษะครั้งแรกในคนอายุมากกว่า ๔๐ ปี
๔. แขนขาชา หรืออ่อนแรง
๕. มีอาการอาเจียนมากหรือเดินเซร่วมด้วย
๖. มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะดูแลรักษาตนเอง
การรักษา  เมื่อตรวจพบว่าเป็นไมเกรน แพทย์จะแนะนำข้อปฏิบัติตัวต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบ และจะให้ยารักษาดังนี้
๑. ถ้าปวดไม่มาก จะให้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล
๒. ถ้าปวดปานกลาง จะให้ยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น เช่น ทรามาดอล (tramadol)
๓. ถ้าปวดรุนแรง จะให้ยาคาเฟอร์กอต (cafergot) หรือซูมาทริปแทน (sumatriptan)
๔. ในรายที่เป็นๆ หายๆ บ่อยจนเสียงานเสียการ หรือทุกข์ทรมานมาก นอกจากยาแก้ปวดแล้ว แพทย์จะให้ยากินป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน (amitripyline), ฟลูนาริซีน (flunarizine), ไซโพรเฮปทาดีน (cyproheptadine), ไพโซทิเฟน (pizotifen) เป็นต้น ตัวใดตัวหนึ่งโดยให้กินก่อนนอนทุกวันติดต่อกันอย่างน้อย ๓ เดือน เมื่อดีขึ้นก็ให้หยุดยา แต่ถ้าต่อมากลับกำเริบบ่อย ก็จะให้กลับมากินอีกเป็นช่วงๆ
สำหรับผู้หญิงที่เป็นไมเกรน ถ้ากินยาเม็ดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนเอสโตรเจน) แล้วปวดบ่อยขึ้น ให้หันมาฉีดยาคุมกำเนิด (ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน) ทุก ๓ เดือนแทน ยาฉีดคุมกำเนิด จะมีส่วนป้องกันอาการปวดไมเกรนไปในตัว
ผู้ป่วยไมเกรนมักจะเป็นๆหายๆ เป็นครั้งคราวอยู่เรื่อย จึงควรมีแพทย์ประจำที่สามารถให้คำปรึกษาและให้ยารักษาและป้องกันตามความจำเป็น
ภาวะแทรกซ้อน  ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายใดๆ ทั้งสิ้นยกเว้นในรายที่เป็นไมเกรนชนิดรุนแรงที่มีการอ่อนแรงของแขนขา บางครั้งอาจมีอาการหยุดหายใจ เนื่องเพราะกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง ก็อาจต้องรีบช่วยผายปอด แล้วนำส่งโรงพยาบาลทันที  ผู้ป่วยมักจะฟื้นคืนสู่สภาวะปกติได้ภายในไม่กี่วัน
การดำเนินโรค  โรคนี้มักมีอาการอยู่นาน ๔-๗๒ ชั่วโมงแล้วสามารถทุเลาได้เอง แต่มักจะเป็นๆ หายๆ เป็นครั้งคราวเมื่อมีเหตุกำเริบหรือสิ่งกระตุ้น ผู้ป่วยส่วนหนึ่ง อาจหายขาดเมื่อพ้นอายุ ๕๕ ปี ไปแล้ว แต่ส่วนหนึ่งอาจมีอาการกำเริบได้เรื่อยๆ ตลอดชีวิต
ความชุก  โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ ๑๐ ของคนทั่วไป พบได้ในทุกวัย พบมากในช่วงอายุ ๑๐-๓๐ ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ต่อมลูกหมากโต



ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้ชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะปัสสาวะในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว  ต่อมมี ๕ กลีบ หนักประมาณ ๒๐ กรัมมีหน้าที่สร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำกาม) เพื่อให้ตัวอสุจิแหวกว่ายและกินเป็นอาหาร

ผู้ชายเมื่อมีอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป  ต่อมลูกหมากจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเป็นก้อนโต แล้วจะโตขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ  เมื่อโตมากจะเกิดแรงกดต่อท่อปัสสาวะทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งมักจะเริ่มแสดงอาการเมื่อมีอายุมากกว่า ๕๕ ปีขึ้นไป และจะพบอาการผิดปกติได้มากขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น  บางคนอาจมีต่อมลูกหมากโตโดยไม่มีอาการแสดงก็ได้
ชื่อภาษาไทย  ต่อมลูกหมากโต
ชื่อภาษาอังกฤษ  Benign prostatic hyperplasia (BPH )

สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด  เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชายที่มีชื่อว่าไดไฮโดรเทสโทสเทอโรน (dihydrotestosterone) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมลูกหมากโต

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดงและการ ใช้นิ้วมือตรวจทางทวารหนัก (โดยการใส่ถุงมือและมีสารหล่อลื่น) คลำได้ก้อนต่อมลูกหมากโตกว่าปกติ
การวินิจฉัยที่แน่ชัด  จำเป็นต้องทำการตรวจพิเศษ เพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีทางเดินปัสสาวะ การตรวจอัลตราซาวนด์  การใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะปัสสาวะ  การนำปัสสาวะไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ดูว่ามีการติดเชื้อหรือเลือดออกหรือไม่) การตรวจเลือด (ดูว่ามีภาวะไตวายหรือไม่)  การตรวจสารพีเอสเอ (PSA ซึ่งย่อมาจากคำว่า  prostate specific antigen) ในเลือด ดูว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่) เป็นต้น     

การดูแลตนเองหากมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องใช้แรงเบ่งนานๆ ปัสสาวะไม่พุ่ง กลางคืนต้องลุกขึ้นมาถ่ายปัสสาวะ บ่อย หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยสาเหตุให้แน่ชัด  เมื่อพบว่าเป็นต่อมลูกหมากโตก็ควรกินยารักษา หรือทำการผ่าตัดแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์   

การรักษาแพทย์จะให้การรักษาต่อมลูกหมากโตตามความรุนแรงของโรค ดังนี้
๑. ในรายที่เป็นระยะแรกเริ่ม ซึ่งมีอาการอยู่เพียงเล็กน้อย ก็จะไม่ให้การรักษาใดๆ แต่จะติดตามอาการดูเป็นระยะ
๒. ในรายที่มีอาการปัสสาวะลำบากมากขึ้น มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต หรือเป็นมากแล้วแต่อยู่ระหว่างรอรับการผ่าตัด หรือมีข้อห้ามในการผ่าตัด แพทย์จะให้การ รักษาด้วยยา เช่น  พราโซซิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ไฟนาสเตอไรด์ (fina-steride) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายปัสสาวะได้คล่องขึ้น
๓. ในรายที่ใช้ยารักษาไม่ได้ผล หรือมีอาการปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือดบ่อย เป็นโรคติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะบ่อย มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือผนังกระเพาะปัสสาวะหย่อนยานหรือเป็นถุงโป่งพอง  แพทย์จะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีอยู่หลายวิธี  ใน ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) แต่ถ้าต่อมลูกหมากมีขนาดโตมาก ก็อาจต้องทำการผ่าตัด  โดยการเปิดเข้าทางหน้าท้อง
ผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจเลือกรักษาด้วยวิธีอื่นที่ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการผ่าตัด เช่น
  • การขยายท่อปัสสาวะโดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
  • การจี้ต่อมลูกหมากด้วยแสงเลเซอร์หรือไฟฟ้า
  • การใช้คลื่นไมโครเวฟ คลื่นอัลตราซาวนด์ หรือคลื่นวิทยุ ทำให้เกิดความร้อนบริเวณต่อมลูกหมากจนเนื้อเยื่อตาย ต่อมลูกหมากก็จะฝ่อเล็กลง ทำให้ปัสสาวะ ได้คล่องขึ้น
หากรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อน
หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
  • ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ เป็นต้น ถ้าปล่อยให้เป็น เรื้อรัง ก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้
  • ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะล้าจากการที่ ต้องใช้แรงเบ่งถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ อาจทำให้ผนังกระเพาะ ปัสสาวะหย่อนยานหรือเป็นถุงโป่งพอง
  • ทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ในรายที่มีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะอาจทำให้ท่อไตและไตบวม
การดำเนินโรค
หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อยๆ เป็นรุนแรง มากขึ้นทุกขณะ จนในที่สุดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ต่างๆ ดังกล่าว
หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ก็มักจะหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังได้รับการผ่าตัด       

ความชุก
โรคนี้พบมากในผู้สูงอายุ พบว่าผู้ชายอายุ ๕๕-๗๔ ปี จะมีอาการแสดงของโรคนี้ประมาณร้อยละ ๒๐